ธนาคารทหารไทย จำกัด (มหาชน) ภายหลังการรวมกิจการ
- ธนาคารพาณิชย์ขนาดใหญ่อันดับ 5 ของประเทศ
- สินทรัพย์รวมจำนวน 677 พันล้านบาท
- เครือข่ายการบริการในหลายด้าน
(453 สาขา, ATM 1004 เครื่องทั่วประเทศ *)
- ฐานลูกค้ากว่า 4 ล้านราย
- การเสนอบริการแก่ลูกค้ากว้างและลึกขึ้น
- เพิ่มขอบเขตดำเนินงาน ฐานลูกค้า และความสามารถแข่งขัน
- เป็นธนาคารเต็มรูปแบบ ตาม Financial Master Plan
- รายได้เพิ่มขึ้นอย่างชัดเจน และลดต้นทุนจาก Cost Synergies
- มีธนาคาร DBS เป็นหุ้นส่วนทางกลยุทธ์ (Strategic Partnership)
( * = ข้อมูล ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2547) |
ปี 2500 2506 |
เป็นระยะแรกเริ่มดำเนินงานของธนาคาร ประกอบกับขอบเขตการดำเนินงานที่ถูกจำกัดดัง
กล่าวข้างต้น ทำให้ธุรกิจของธนาคารเติบโตในลักษณะค่อยเป็นค่อยไป โดยมุ่งให้บริการทางการเงินแก่หน่วยงานทหารและข้าราชการทหารเป็นหลัก ในปี 2506 ธนาคารได้เปิดสาขาแห่งแรก คือ สาขาราชประสงค์
|
ปี 2507 2516 |
เป็นระยะเวลาที่ธนาคารหทารไทยได้ขยายขอบเขตการให้บริการทางการเงินออกไปสู่ภาคธุรกิจและเอกชนเพิ่มขึ้น เนื่องจากรัฐบาลได้นำแผนพัฒนาเศรษฐกิจมาใช้เป็นกรอบในการพัฒนาประเทศ โดยส่งเสริมให้ภาคเอกชนมีบทบาทในการพัฒนาเศรษฐกิจเพิ่มขึ้น ส่งผลให้ธุรกิจเอกชนมีความต้องการบริการทางการเงินมากขึ้น ธนาคารทหารไทยได้สนับสนุนนโยบายของทางการ โดยการให้บริการทางการเงินแก่ธุรกิจเอกชนเพิ่มขึ้นตามลำดับ และในปี 2516 ธนาคารได้ปรับนโยบายการดำเนินธุรกิจให้เป็นธนาคารพาณิชย์อย่างสมบูรณ์แบบยิ่งขึ้น โดยการขยายฐานการให้บริการทางการเงินไปสู่ลูกค้าประชาชนโดยทั่วไป โดยใช้คำขวัญว่า ธนาคารทหารไทย รับใช้ประชาชน
|
ปี 2521 |
ธนาคารได้ย้ายสำนักงานใหญ่จากอาคาร 2 ถนนราชดำเนิน มาสู่อาคารสำนักงานใหญ่แห่งใหม่ ซึ่งเป็นอาคารสูง 16 ชั้น ตั้งอยู่ ณ บริเวณมุมถนนพญาไทตัดกับถนนศรีอยุธยา อาคารแห่งนี้เป็นที่ตั้งของสำนักงานใหญ่ของธนาคารเป็นเวลานานเกือบ 15 ปี |
ปี 2525 |
เป็นปีที่มีการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญหลายประการของธนาคาร กล่าวคือ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมพระราชทานตราตั้งให้ธนาคารทหารไทย จำกัด เป็นธนาคารพาณิชย์ในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว นอกจากนั้นธนาคารยังได้เพิ่มทุนจดทะเบียนเป็นครั้งแรกจาก 10 ล้านบาท เป็น 100 ล้านบาท รวมทั้งได้นำเครื่องคอมพิวเตอร์เข้ามาใช้ในการพัฒนาระบบงานของธนาคารให้เป็นระบบคอมพิวเตอร์ ซึ่งสามารถให้บริการรับฝากถอนเงินต่างสาขาระหว่างสำนักงานใหญ่และสาขาในกรุงเทพฯ ได้เป็นครั้งแรกในปี 2526 และได้พัฒนาระบบเงินฝากให้เป็นระบบคอมพิวเตอร์เต็มรูปแบบได้สำเร็จในปี 2528
|
ปี 2526 |
ธนาคารได้เพิ่มทุนจดทะเบียนจาก 100 ล้านบาท เป็น 500 ล้านบาท รวมทั้งได้จดทะเบียนเป็นบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เมื่อวันที่ 23 ธันวาคม 2526
|
ปี 2528 |
ธนาคารได้เพิ่มทุนจดทะเบียน 2 ครั้ง ครั้งแรกจากจำนวน 500 ล้านบาท เพิ่มขึ้นเป็น 800 ล้านบาท และครั้งที่ 2 เพิ่มขึ้นเป็น 1,000 ล้านบาท
|
ปี 2530 |
ธนาคารได้เพิ่มทุนจดทะเบียนจาก 1,000 ล้านบาท เป็น 1,500 ล้านบาท รวมทั้งได้ขยายฐานการให้บริการทางการเงินออกไปสู่ต่างประเทศเป็นครั้งแรก ด้วยการจัดตั้งบริษัทเงินทุนทีเอ็มบี (ฮ่องกง) จำกัด ซึ่งต่อมาได้ยกฐานะขึ้นเป็นสำนักงานผู้แทนฮ่องกง
|
ปี 2532 |
ธนาคารได้ตอบสนองนโยบายของทางราชการในการเปลี่ยนสนามรบอินโดจีน ให้เป็นสนามการค้า โดยเป็นผู้นำการขยายการให้บริการทางการเงินระหว่างประเทศออกไปสู่ภูมิภาคอินโดจีน ด้วยการจัดตั้งสำนักงานผู้แทนนครหลวงเวียงจันทน์ ประเทศสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว และในปี 2533 ธนาคารได้จัดตั้งสำนักงานผู้แทนโฮจิมินห์ซิติ้ ประเทศสาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม
|
ปี 2536 |
ธนาคารได้ย้ายสำนักงานใหญ่มาอยู่ที่ ถนนพหลโยธิน ตรงข้ามกับสวนจตุจักร เป็นอาคารสูง 35 ชั้น มีอุปกรณ์อำนวยความสะดวกเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการให้บริการทางการเงินแก่ลูกค้าอย่างครบถ้วน
|
ปี 2537 |
ธนาคารได้จดทะเบียนแปรสภาพเป็นบริษัทมหาชน จำกัด ตามพระราชบัญญัติบริษัทมหาชน จำกัด พ.ศ. 2535 และได้จัดตั้งสาขาหมู่เกาะเคย์แมน
|
ปี 2538 |
ธนาคารได้รับใบอนุญาตให้เปิดสำนักงานผู้แทนกรุงปักกิ่ง และสำนักงานผู้แทนเหอเฟยในเดือนสิงหาคม และกันยายน 2538 ตามลำดับ |
ปี 2536 2538 |
เป็นระยะเวลาที่ธนาคารได้ดำเนินนโยบาย มุ่งสู่ธนาคารคุณภาพ ในระยะที่ 1 โดยเป็นการเตรียมความพร้อมของธนาคาร ด้วยการกำหนดเป้าหมายที่จะพัฒนาปรับปรุงการดำเนินงานในด้านต่าง ๆ ของธนาคารให้ได้มาตรฐานทัดเทียมกับธนาคารพาณิชย์ขนาดใหญ่ภายในประเทศ โดยใช้กิจกรรมต่าง ๆ ภายใต้โครงการ Total Quality Service (TQS) เช่น กิจกรรม 5 ส. กิจกรรมคิวซี กิจกรรมมินิคิวซี และกิจกรรมข้อเสนอแนะ เพื่อส่งเสริมให้พนักงานทำงานร่วมกันเป็นทีมในการระดมความคิด และกำหนดแนวทางในการแก้ไขปัญหา หรือข้อพกพร่องในการปฏิบัติงานต่าง ๆ ได้อย่างเป็นระบบ ส่งผลให้การปฏิบัติงานมีประสิทธิภาพสูงขึ้น และสามารถบริหารงานให้เป็นไปตามเป้าหมายที่กำหนดไว้ได้เป็นอย่างดี |
ปี 2539 |
ธนาคารมีการดำเนินงานด้านต่าง ๆ กล่าวคือ ปรับปรุงระบบงานสาขาให้เป็นระบบ Quality Branch,
พัฒนาระบบการสื่อสารข้อมูลภายในสำนักงานใหญ่ และสาขาจากระบบการส่งข้อมูลในรูปของเอกสารไปสู่ระบบการส่งข้อมูลผ่านคอมพิวเตอร์ โดยผ่านระบบ E-mail และ Intranet, พัฒนาระบบฐานข้อมูลพนักงาน, พัฒนาระบบหักบัญชีอิเล็กทรอนิกส์ระหว่างธนาคาร, พัฒนาบริการทางเงินของธนาคารให้ได้มาตรฐาน ISO 9000 รวมทั้งการจัดตั้งบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนรวมทหารไทย จำกัด โดยได้รับอนุญาตให้ดำเนินการได้เมื่อวันที่ 9 กันยายน 2539 |
ปี 2540 |
ธนาคารยังคงดำเนินงานตามนโยบาย มุ่งสู่ธนาคารคุณภาพ ในระยะที่ 2 ภายใต้กรอบของแผนกลยุทธ์
ซึ่งแบ่งคุณภาพการดำเนินงานออกเป็น 3 ระดับ คือ ระดับองค์กร ระดับปฏิบัติการ และระดับพนักงาน ทั้งนี้เพื่อให้การดำเนินงานของธนาคารในทุกระดับมีความสอดคล้องและสนับสนุนซึ่งกันและกัน |
ปี 2541 |
ธนาคารได้รับการรับรองระบบคุณภาพ ISO 9002 จากสถาบัน UKAS และจากการที่ตลาดหลักทรัพย์ฯได้มีนโยบายให้บริษัทจดทะเบียนมีการจัดองค์กรที่ดี (Corporate Good Governance) ธนาคารจึงได้จัดตั้งคณะกรรมการตรวจสอบขึ้น ซึ่งประกอบด้วยผู้ทรงคุณวุฒิจากภายนอก เพื่อทำหน้าที่ตรวจสอบการดำเนินงานของผู้บริหาร อันเป็นการสร้างความมั่นใจให้กับประชาชนผู้ฝากเงิน ตลอดจนลูกค้าของธนาคาร และจากภาวะวิกฤตเศรษฐกิจในปี 2540 ธนาคารได้มีการปรับโครงสร้างองค์กรให้เหมาะสม เพื่อรองรับกับสภาพแวดล้อมทางเศรษฐกิจในช่วงวิกฤตและกฎระเบียบที่เข้มงวด โดยจัดตั้งฝ่ายพัฒนาธุรกิจสินเชื่อและฝ่ายสอบทานสินเชื่อ เพื่อดูแลและแก้ไขปัญหาสินเชื่อที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ของธนาคาร นอกจากนี้ยังได้จัดตั้งบริษัท จัดการอสังหาริมทรัพย์ทหารไทย จำกัด |
ปี 2542 |
ธนาคารได้จัดตั้งฝ่ายพัฒนาธุรกิจสินเชื่อภูมิภาค 3 ขึ้นอีก 1 ฝ่าย เพื่อทำหน้าที่ดูแลแก้ไขสินเชื่อที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ของสาขาต่างจังหวัดให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น |
ปี 2543 |
ธนาคารได้ว่าจ้างบริษัทที่ปรึกษาต่างประเทศ 2 บริษัท คือ บริษัท The Boston Consulting Group (BCG) เป็นที่ปรึกษาในด้านระบบการให้บริการลูกค้ารายย่อย และบริษัท A.T. Kerneay เป็นที่ปรึกษาในด้านระบบการบริหารความเสี่ยง |
ปี 2544 |
ธนาคารมีการปรับโครงสร้างองค์กรโดยการจัดตั้งหน่วยงานสายการตลาด เพื่อทำหน้าที่ในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ และเพิ่มช่องทางการจำหน่ายบริการของธนาคาร นอกจากนี้ยังได้จัดตั้งหน่วยงานด้านการบริหารความเสี่ยงในด้านสินเชื่อ และสำนักงานกำกับการปฏิบัติตามกฎเกณฑ์ทางการ ทางด้านเทคโนโลยีธนาคารได้มีการพัฒนาเทคโนโลยีในด้านต่าง ๆ เพื่อเพิ่มศักยภาพในการให้บริการ โดยเฉพาะโครงการพัฒนาระบบการให้บริการลูกค้า (Core Banking) การพัฒนาระบบ Credit Scoring ระบบ Trade Finance ระบบ Treasury รวมทั้งระบบงาน Retail Banking |
ปี 2545 |
ธนาคารยังคงมีการพัฒนาเทคโนโลยีอย่างต่อเนื่อง พร้อมกับนำระบบงาน Core Banking มาทดลองใช้ใน 10 สาขา พร้อมกับปรับปรุงเครือข่ายสาขาให้สอดคล้องกับสภาพธุรกิจ สภาวะเศรษฐกิจ และการแข่งขัน โดยทำการเปิดสาขาย่อยขนาดเล็กในรูปแบบ KIOSK พร้อมกับขยายระยะเวลาการบริการให้เร็วขึ้น และเพื่อปรับโครงสร้างทางด้านบุคลากรให้สอดคล้องกับโครงสร้างองค์กรธนาคารได้จัดโครงการ Early Retirement ภายใต้ชื่อโครงการ ร่วมใจจาก มีพนักงานเข้าร่วมโครงการจำนวนทั้งสิ้น 967 คน |
ปี 2546 |
ธนาคารได้เพิ่มทุนจำนวน 22,255 ล้านบาท ในเดือนกันยายน 2546 ซึ่งธนาคารได้รับความไว้วางใจและการสนับสนุนอย่างดีจากทั้งผู้ถือหุ้นเดิมและผู้ถือหุ้นใหม่ |
ปี 2547 |
ธนาคารได้รวมกิจการกับ ธนาคารดีบีเอสไทยทนุ และบรรษัทเงินทุนอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ซึ่งการรวมกิจการดังกล่าวจะส่งผลให้เป็นธนาคารใหม่ที่สมบูรณ์แบบ ตั้งแต่วันที่ 1 กันยายน 2547 โดยมีขนาดสินทรัพย์ประมาณ 7 แสนล้านบาท เป็นอันดับ 5 ของระบบธนาคารพาณิชย์ และมีจำนวนสาขากว่า 450 สาขา รวมทั้งบริษัทประกันฯ และบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนในเครือ จนทำให้สามารถดำเนินธุรกิจรูปแบบธนาคารครบวงจร หรือ Universal Banking ได้เป็นอย่างดี |
| ปี 2548 |
ธนาคารทหารไทยได้ทำการ Re-branding โดยได้เปลี่ยนชื่อภาษาอังกฤษของธนาคาร เป็น TMB Bank Public Company Limited. เปลี่ยนโลโก้ใหม่เป็น และเปลี่ยนคำขวัญเป็น "ร่วมคิด เพื่อทุกก้าวของชีวิต" Better Partner, Better Value เพื่อให้สอดคล้องกับการเป็นสถาบันการเงินที่ให้บริการครบวงจร (Universal Bank) |
| |
นิตยสาร Finance Asia ได้ยกย่องและมอบรางวัลอันทรงเกียรติ Best Thailand Deal ให้กับโครงการแปลงสินทรัพย์เป็นหลักทรัพย์ของบริษัท ธนารักษ์พัฒนาสินทรัพย์ จำกัด ซึ่งธนาคารทหารไทยเป็นที่ปรึกษาทางการเงินและผู้จัดจำหน่ายหุ้นกู้ โดยโครงการนี้เป็นโครงการแปลงสินทรัพย์เป็นหลักทรัพย์ ครั้งแรกของประเทศไทย |
| |
ธนาคารได้เปิดตัวบริษัท ทีเอ็มบี แมคควอรี(ประเทศไทย) จำกัด ซึ่งเกิดจากการร่วมทุนระหว่างธนาคาร TMB และกลุ่มการเงินธนาคาร แมคควอรี ประเทศออสเตรเลีย โดยมีเป้าหมายในการดำเนินธุรกิจของบริษัท คือ การเป็นบริษัทหลักทรัพย์แนวหน้าของประเทศไทย เพื่อให้บริการด้านนายหน้าซื้อขายหลักทรัพย์ |
| ปี 2549 |
เดือนเมษายน ธนาคารได้เพิ่มทุนจดทะเบียนเป็น 187,287,384,790 บาท และในเดือนกันยายน ธนาคารได้เพิ่มทุนจำนวน 3,222,389,300 หุ้น ทำให้ทุนชำระแล้วของธนาคารเพิ่มเป็น 185,287,384,790 บาท |