ENG | TH

เหตุผลการรวม 3 สถาบัน
      ภาวะวิกฤติเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นในปี 2540 สาเหตุหลักส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากความอ่อนแอของระบบสถาบันการเงินไทย การบริหารจัดการที่ขาดความโปร่งใส ไม่มีประสิทธิภาพ ส่งผลให้รัฐบาลกำหนดแผนพัฒนาระบบสถาบันการเงินเพื่อเพิ่มความแข็งแกร่งให้กับระบบสถาบันการเงินของไทย โดยมุ่งเน้นให้ธนาคารพาณิชย์และสถาบันการเงินมีการควบรวมกิจการเพื่อยกระดับประสิทธิภาพการดำเนินงาน และ เพื่อเพิ่มความสามารถในการแข่งขันโดยในวันที่ 20 มกราคม 2547 กระทรวงการคลังได้เสนอคณะรัฐมนตรีให้พิจารณาอนุมัติหลักการ พระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมพระราชบัญญัติบรรษัทเงินทุนอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย พ.ศ. 2502 เพื่อเปิดโอกาสให้บรรษัทฯ สามารถดำเนินการควบรวมกิจการกับสถาบันการเงินอื่น ซึ่งจะเป็นการเพิ่มความแข็งแกร่งให้บรรษัทฯ และเป็นไปตามวัตถุประสงค์ของแผนพัฒนาระบบสถาบันการเงิน จากนั้นธนาคารทหารไทย จำกัด (มหาชน) ธนาคารดีบีเอสไทยทนุ จำกัด (มหาชน) และบรรษัทเงินทุนอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ได้ลงนามร่วมกันในบันทึกข้อตกลงเพื่อรวมกิจการทั้ง 3 สถาบัน และประกาศต่อสาธารณชนเมื่อวันที่ 8 มีนาคม 2547 โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อผสานศักยภาพ ความเชี่ยวชาญ และประสบการณ์ของทั้ง 3 สถาบัน ผลักดันให้ธนาคารแห่งใหม่ภายหลังการรวมกิจการสามารถพัฒนาบริการ ผลิตภัณฑ์ทางการเงิน ระบบสื่อสารและเทคโนโลยี รวมทั้งบรรษัทภิบาลในระดับมาตรฐานสากล เพื่อตอบสนองความต้องการของลูกค้า และให้ผลตอบแทนที่ดีที่สุดต่อผู้ถือหุ้น ตลอดจนพนักงาน เพื่อให้ได้รับผลประโยชน์และความพอใจสูงสุด และได้รับอนุมัติแผนการรวมกิจการจากธนาคารแห่งประเทศไทย และกระทรวงการคลังเมื่อวันที่ 9 เมษายน 2547 คณะกรรมการทั้ง 3 สถาบันพิจารณาและมีความเห็นร่วมกันว่า สถาบันทั้ง 3 แห่งมีจุดแข็งที่แตกต่างกัน สามารถนำมาเสริมจุดอ่อนของแต่ละสถาบันได้อย่างเหมาะสม การรวมและโอนกิจการทั้ง 3 สถาบัน จะทำให้ธนาคารหลังการควบรวมเป็นธนาคารที่มีความสมบูรณ์พร้อม มีขนาดองค์กรที่ใหญ่ขึ้น ให้บริการได้หลากหลายและครอบคลุมบริการได้ทุกประเภท เข้าถึงลูกค้าทุกกลุ่มและครอบคลุมพื้นที่ทั่วประเทศ ผู้ใช้บริการสามารถเข้าถึงบริการได้ง่ายและมากขึ้น ซึ่งจะส่งผลให้ธนาคารมีปริมาณธุรกิจที่เพิ่มขึ้น สามารถลดค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานจากการประหยัดต่อขนาด และเป็นการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน ผลการดำเนินงานดีขึ้นและฐานะทางการเงินมั่นคงแข็งแกร่งมากขึ้น บรรลุวัตถุประสงค์ของแต่ละสถาบันและบรรลุวัตถุประสงค์ของแผนพัฒนาระบบสถาบันการเงิน


ธนาคารทหารไทย จำกัด (มหาชน) ภายหลังการรวมกิจการ

    • ธนาคารพาณิชย์ขนาดใหญ่อันดับ 5 ของประเทศ
    • สินทรัพย์รวมจำนวน 677 พันล้านบาท
    • เครือข่ายการบริการในหลายด้าน
      (453 สาขา,  ATM 1004 เครื่องทั่วประเทศ *)
    • ฐานลูกค้ากว่า 4 ล้านราย
    • การเสนอบริการแก่ลูกค้ากว้างและลึกขึ้น
    • เพิ่มขอบเขตดำเนินงาน  ฐานลูกค้า  และความสามารถแข่งขัน
    • เป็นธนาคารเต็มรูปแบบ ตาม Financial Master Plan
    • รายได้เพิ่มขึ้นอย่างชัดเจน และลดต้นทุนจาก Cost Synergies
    • มีธนาคาร DBS เป็นหุ้นส่วนทางกลยุทธ์ (Strategic Partnership)
( * = ข้อมูล ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2547)

ปี 2500 – 2506

เป็นระยะแรกเริ่มดำเนินงานของธนาคาร ประกอบกับขอบเขตการดำเนินงานที่ถูกจำกัดดัง
กล่าวข้างต้น ทำให้ธุรกิจของธนาคารเติบโตในลักษณะค่อยเป็นค่อยไป โดยมุ่งให้บริการทางการเงินแก่หน่วยงานทหารและข้าราชการทหารเป็นหลัก ในปี 2506 ธนาคารได้เปิดสาขาแห่งแรก คือ สาขาราชประสงค์
ปี 2507 – 2516

เป็นระยะเวลาที่ธนาคารหทารไทยได้ขยายขอบเขตการให้บริการทางการเงินออกไปสู่ภาคธุรกิจและเอกชนเพิ่มขึ้น เนื่องจากรัฐบาลได้นำแผนพัฒนาเศรษฐกิจมาใช้เป็นกรอบในการพัฒนาประเทศ โดยส่งเสริมให้ภาคเอกชนมีบทบาทในการพัฒนาเศรษฐกิจเพิ่มขึ้น ส่งผลให้ธุรกิจเอกชนมีความต้องการบริการทางการเงินมากขึ้น ธนาคารทหารไทยได้สนับสนุนนโยบายของทางการ โดยการให้บริการทางการเงินแก่ธุรกิจเอกชนเพิ่มขึ้นตามลำดับ และในปี 2516 ธนาคารได้ปรับนโยบายการดำเนินธุรกิจให้เป็นธนาคารพาณิชย์อย่างสมบูรณ์แบบยิ่งขึ้น โดยการขยายฐานการให้บริการทางการเงินไปสู่ลูกค้าประชาชนโดยทั่วไป โดยใช้คำขวัญว่า “ธนาคารทหารไทย รับใช้ประชาชน”

ปี 2521

ธนาคารได้ย้ายสำนักงานใหญ่จากอาคาร 2 ถนนราชดำเนิน มาสู่อาคารสำนักงานใหญ่แห่งใหม่ ซึ่งเป็นอาคารสูง 16 ชั้น ตั้งอยู่ ณ บริเวณมุมถนนพญาไทตัดกับถนนศรีอยุธยา อาคารแห่งนี้เป็นที่ตั้งของสำนักงานใหญ่ของธนาคารเป็นเวลานานเกือบ 15 ปี

ปี 2525

เป็นปีที่มีการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญหลายประการของธนาคาร กล่าวคือ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมพระราชทานตราตั้งให้ธนาคารทหารไทย จำกัด เป็นธนาคารพาณิชย์ในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว นอกจากนั้นธนาคารยังได้เพิ่มทุนจดทะเบียนเป็นครั้งแรกจาก 10 ล้านบาท เป็น 100 ล้านบาท รวมทั้งได้นำเครื่องคอมพิวเตอร์เข้ามาใช้ในการพัฒนาระบบงานของธนาคารให้เป็นระบบคอมพิวเตอร์ ซึ่งสามารถให้บริการรับฝากถอนเงินต่างสาขาระหว่างสำนักงานใหญ่และสาขาในกรุงเทพฯ ได้เป็นครั้งแรกในปี 2526 และได้พัฒนาระบบเงินฝากให้เป็นระบบคอมพิวเตอร์เต็มรูปแบบได้สำเร็จในปี 2528

ปี 2526

ธนาคารได้เพิ่มทุนจดทะเบียนจาก 100 ล้านบาท เป็น 500 ล้านบาท รวมทั้งได้จดทะเบียนเป็นบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เมื่อวันที่ 23 ธันวาคม 2526

ปี 2528

ธนาคารได้เพิ่มทุนจดทะเบียน 2 ครั้ง ครั้งแรกจากจำนวน 500 ล้านบาท เพิ่มขึ้นเป็น 800 ล้านบาท และครั้งที่ 2 เพิ่มขึ้นเป็น 1,000 ล้านบาท

ปี 2530

ธนาคารได้เพิ่มทุนจดทะเบียนจาก 1,000 ล้านบาท เป็น 1,500 ล้านบาท รวมทั้งได้ขยายฐานการให้บริการทางการเงินออกไปสู่ต่างประเทศเป็นครั้งแรก ด้วยการจัดตั้งบริษัทเงินทุนทีเอ็มบี (ฮ่องกง) จำกัด ซึ่งต่อมาได้ยกฐานะขึ้นเป็นสำนักงานผู้แทนฮ่องกง

ปี 2532

ธนาคารได้ตอบสนองนโยบายของทางราชการในการเปลี่ยนสนามรบอินโดจีน ให้เป็นสนามการค้า โดยเป็นผู้นำการขยายการให้บริการทางการเงินระหว่างประเทศออกไปสู่ภูมิภาคอินโดจีน ด้วยการจัดตั้งสำนักงานผู้แทนนครหลวงเวียงจันทน์ ประเทศสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว และในปี 2533 ธนาคารได้จัดตั้งสำนักงานผู้แทนโฮจิมินห์ซิติ้ ประเทศสาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม

ปี 2536

ธนาคารได้ย้ายสำนักงานใหญ่มาอยู่ที่ ถนนพหลโยธิน ตรงข้ามกับสวนจตุจักร เป็นอาคารสูง 35 ชั้น มีอุปกรณ์อำนวยความสะดวกเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการให้บริการทางการเงินแก่ลูกค้าอย่างครบถ้วน

ปี 2537

ธนาคารได้จดทะเบียนแปรสภาพเป็นบริษัทมหาชน จำกัด ตามพระราชบัญญัติบริษัทมหาชน จำกัด พ.ศ. 2535 และได้จัดตั้งสาขาหมู่เกาะเคย์แมน

ปี 2538

ธนาคารได้รับใบอนุญาตให้เปิดสำนักงานผู้แทนกรุงปักกิ่ง และสำนักงานผู้แทนเหอเฟยในเดือนสิงหาคม และกันยายน 2538 ตามลำดับ

ปี 2536 – 2538

เป็นระยะเวลาที่ธนาคารได้ดำเนินนโยบาย “มุ่งสู่ธนาคารคุณภาพ” ในระยะที่ 1 โดยเป็นการเตรียมความพร้อมของธนาคาร ด้วยการกำหนดเป้าหมายที่จะพัฒนาปรับปรุงการดำเนินงานในด้านต่าง ๆ ของธนาคารให้ได้มาตรฐานทัดเทียมกับธนาคารพาณิชย์ขนาดใหญ่ภายในประเทศ โดยใช้กิจกรรมต่าง ๆ ภายใต้โครงการ Total Quality Service (TQS) เช่น กิจกรรม 5 ส. กิจกรรมคิวซี กิจกรรมมินิคิวซี และกิจกรรมข้อเสนอแนะ เพื่อส่งเสริมให้พนักงานทำงานร่วมกันเป็นทีมในการระดมความคิด และกำหนดแนวทางในการแก้ไขปัญหา หรือข้อพกพร่องในการปฏิบัติงานต่าง ๆ ได้อย่างเป็นระบบ ส่งผลให้การปฏิบัติงานมีประสิทธิภาพสูงขึ้น และสามารถบริหารงานให้เป็นไปตามเป้าหมายที่กำหนดไว้ได้เป็นอย่างดี

ปี 2539

ธนาคารมีการดำเนินงานด้านต่าง ๆ กล่าวคือ ปรับปรุงระบบงานสาขาให้เป็นระบบ Quality Branch,
พัฒนาระบบการสื่อสารข้อมูลภายในสำนักงานใหญ่ และสาขาจากระบบการส่งข้อมูลในรูปของเอกสารไปสู่ระบบการส่งข้อมูลผ่านคอมพิวเตอร์ โดยผ่านระบบ E-mail และ Intranet, พัฒนาระบบฐานข้อมูลพนักงาน, พัฒนาระบบหักบัญชีอิเล็กทรอนิกส์ระหว่างธนาคาร, พัฒนาบริการทางเงินของธนาคารให้ได้มาตรฐาน ISO 9000 รวมทั้งการจัดตั้งบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนรวมทหารไทย จำกัด โดยได้รับอนุญาตให้ดำเนินการได้เมื่อวันที่ 9 กันยายน 2539

ปี 2540

ธนาคารยังคงดำเนินงานตามนโยบาย “มุ่งสู่ธนาคารคุณภาพ” ในระยะที่ 2 ภายใต้กรอบของแผนกลยุทธ์
ซึ่งแบ่งคุณภาพการดำเนินงานออกเป็น 3 ระดับ คือ ระดับองค์กร ระดับปฏิบัติการ และระดับพนักงาน ทั้งนี้เพื่อให้การดำเนินงานของธนาคารในทุกระดับมีความสอดคล้องและสนับสนุนซึ่งกันและกัน

ปี 2541

ธนาคารได้รับการรับรองระบบคุณภาพ ISO 9002 จากสถาบัน UKAS และจากการที่ตลาดหลักทรัพย์ฯได้มีนโยบายให้บริษัทจดทะเบียนมีการจัดองค์กรที่ดี (Corporate Good Governance) ธนาคารจึงได้จัดตั้งคณะกรรมการตรวจสอบขึ้น ซึ่งประกอบด้วยผู้ทรงคุณวุฒิจากภายนอก เพื่อทำหน้าที่ตรวจสอบการดำเนินงานของผู้บริหาร อันเป็นการสร้างความมั่นใจให้กับประชาชนผู้ฝากเงิน ตลอดจนลูกค้าของธนาคาร และจากภาวะวิกฤตเศรษฐกิจในปี 2540 ธนาคารได้มีการปรับโครงสร้างองค์กรให้เหมาะสม เพื่อรองรับกับสภาพแวดล้อมทางเศรษฐกิจในช่วงวิกฤตและกฎระเบียบที่เข้มงวด โดยจัดตั้งฝ่ายพัฒนาธุรกิจสินเชื่อและฝ่ายสอบทานสินเชื่อ เพื่อดูแลและแก้ไขปัญหาสินเชื่อที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ของธนาคาร นอกจากนี้ยังได้จัดตั้งบริษัท จัดการอสังหาริมทรัพย์ทหารไทย จำกัด

ปี 2542

ธนาคารได้จัดตั้งฝ่ายพัฒนาธุรกิจสินเชื่อภูมิภาค 3 ขึ้นอีก 1 ฝ่าย เพื่อทำหน้าที่ดูแลแก้ไขสินเชื่อที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ของสาขาต่างจังหวัดให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

ปี 2543

ธนาคารได้ว่าจ้างบริษัทที่ปรึกษาต่างประเทศ 2 บริษัท คือ บริษัท The Boston Consulting Group (BCG) เป็นที่ปรึกษาในด้านระบบการให้บริการลูกค้ารายย่อย และบริษัท A.T. Kerneay เป็นที่ปรึกษาในด้านระบบการบริหารความเสี่ยง

ปี 2544

ธนาคารมีการปรับโครงสร้างองค์กรโดยการจัดตั้งหน่วยงานสายการตลาด เพื่อทำหน้าที่ในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ และเพิ่มช่องทางการจำหน่ายบริการของธนาคาร นอกจากนี้ยังได้จัดตั้งหน่วยงานด้านการบริหารความเสี่ยงในด้านสินเชื่อ และสำนักงานกำกับการปฏิบัติตามกฎเกณฑ์ทางการ ทางด้านเทคโนโลยีธนาคารได้มีการพัฒนาเทคโนโลยีในด้านต่าง ๆ เพื่อเพิ่มศักยภาพในการให้บริการ โดยเฉพาะโครงการพัฒนาระบบการให้บริการลูกค้า (Core Banking) การพัฒนาระบบ Credit Scoring ระบบ Trade Finance ระบบ Treasury รวมทั้งระบบงาน Retail Banking

ปี 2545

ธนาคารยังคงมีการพัฒนาเทคโนโลยีอย่างต่อเนื่อง พร้อมกับนำระบบงาน Core Banking มาทดลองใช้ใน 10 สาขา พร้อมกับปรับปรุงเครือข่ายสาขาให้สอดคล้องกับสภาพธุรกิจ สภาวะเศรษฐกิจ และการแข่งขัน โดยทำการเปิดสาขาย่อยขนาดเล็กในรูปแบบ KIOSK พร้อมกับขยายระยะเวลาการบริการให้เร็วขึ้น และเพื่อปรับโครงสร้างทางด้านบุคลากรให้สอดคล้องกับโครงสร้างองค์กรธนาคารได้จัดโครงการ Early Retirement ภายใต้ชื่อโครงการ “ร่วมใจจาก” มีพนักงานเข้าร่วมโครงการจำนวนทั้งสิ้น 967 คน

ปี 2546

ธนาคารได้เพิ่มทุนจำนวน 22,255 ล้านบาท ในเดือนกันยายน 2546 ซึ่งธนาคารได้รับความไว้วางใจและการสนับสนุนอย่างดีจากทั้งผู้ถือหุ้นเดิมและผู้ถือหุ้นใหม่

ปี 2547

ธนาคารได้รวมกิจการกับ ธนาคารดีบีเอสไทยทนุ และบรรษัทเงินทุนอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ซึ่งการรวมกิจการดังกล่าวจะส่งผลให้เป็นธนาคารใหม่ที่สมบูรณ์แบบ ตั้งแต่วันที่ 1 กันยายน 2547 โดยมีขนาดสินทรัพย์ประมาณ 7 แสนล้านบาท เป็นอันดับ 5 ของระบบธนาคารพาณิชย์ และมีจำนวนสาขากว่า 450 สาขา รวมทั้งบริษัทประกันฯ และบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนในเครือ จนทำให้สามารถดำเนินธุรกิจรูปแบบธนาคารครบวงจร หรือ Universal Banking ได้เป็นอย่างดี

ปี 2548 ธนาคารทหารไทยได้ทำการ “Re-branding” โดยได้เปลี่ยนชื่อภาษาอังกฤษของธนาคาร เป็น “TMB Bank Public Company Limited.” เปลี่ยนโลโก้ใหม่เป็น และเปลี่ยนคำขวัญเป็น "ร่วมคิด เพื่อทุกก้าวของชีวิต" – “Better Partner, Better Value” เพื่อให้สอดคล้องกับการเป็นสถาบันการเงินที่ให้บริการครบวงจร (Universal Bank)
  นิตยสาร Finance Asia ได้ยกย่องและมอบรางวัลอันทรงเกียรติ Best Thailand Deal ให้กับโครงการแปลงสินทรัพย์เป็นหลักทรัพย์ของบริษัท ธนารักษ์พัฒนาสินทรัพย์ จำกัด ซึ่งธนาคารทหารไทยเป็นที่ปรึกษาทางการเงินและผู้จัดจำหน่ายหุ้นกู้ โดยโครงการนี้เป็นโครงการแปลงสินทรัพย์เป็นหลักทรัพย์ ครั้งแรกของประเทศไทย
  ธนาคารได้เปิดตัวบริษัท ทีเอ็มบี แมคควอรี(ประเทศไทย) จำกัด ซึ่งเกิดจากการร่วมทุนระหว่างธนาคาร TMB และกลุ่มการเงินธนาคาร แมคควอรี ประเทศออสเตรเลีย โดยมีเป้าหมายในการดำเนินธุรกิจของบริษัท คือ การเป็นบริษัทหลักทรัพย์แนวหน้าของประเทศไทย เพื่อให้บริการด้านนายหน้าซื้อขายหลักทรัพย์
ปี 2549 เดือนเมษายน ธนาคารได้เพิ่มทุนจดทะเบียนเป็น 187,287,384,790 บาท และในเดือนกันยายน ธนาคารได้เพิ่มทุนจำนวน 3,222,389,300 หุ้น ทำให้ทุนชำระแล้วของธนาคารเพิ่มเป็น 185,287,384,790 บาท
     
© Copyright 2005 TMB Bank Public Company Limited