ธุรกิจใดบ้างจะได้ประโยชน์จาก EEC?

อ่านในรูปแบบ PDF

ปัจจุบัน เมื่อพูดถึงทิศทางธุรกิจอุตสาหกรรมในอนาคตของไทย คงจะต้องให้ความสนใจกับนโยบายระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก หรือ  EEC ในพื้นที่จังหวัดระยอง ชลบุรี และฉะเชิงเทรา ที่เป็นเป้าหมายที่ภาครัฐผลักดันให้เกิดขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการอำนวยความสะดวกด้านการส่งเสริมการลงทุนที่มีสิทธิประโยชน์มากมาย รวมถึงการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานการขนส่งเพื่อรองรับการขยายตัวของการลงทุนในพื้นที่ เพื่อให้เป็นฐานที่มั่นทางธุรกิจของไทยในอนาคต เช่นเดียวกับมุมมองของภาคธุรกิจถือว่า EEC เป็นโอกาสที่จะช่วยให้ธุรกิจเติบโต  ในบทความนี้ ผมจึงรวบรวมการวิเคราะห์ข้อมูลจากหลายๆ แหล่งเพื่อช่วยสะท้อนภาพธุรกิจในอนาคตให้ชัดเจนมากขึ้น  เราลองมาดูกันครับว่าภาคธุรกิจใดจะได้รับผลประโยชน์จาก EEC กันบ้าง

โดยผลกระทบภาพใหญ่ของ EEC จะช่วยให้มีเม็ดเงินก้อนโตที่จะหมุนเวียนในเศรษฐกิจในอีก 5 ปีข้างหน้า (2018-2022) มากกว่า 1.6 ล้านล้านบาท ซึ่งแบ่งเม็ดเงินออกเป็นสองส่วน เริ่มจาก หนึ่ง...การลงทุนในระบบโครงสร้างพื้นฐาน  (Infrastructure) ได้แก่ ระบบขนส่งพื้นฐานที่เชื่อมต่อการขนส่งทางบก ทางราง  ทางทะเล และทางอากาศ เพื่ออำนวยความสะดวกด้านการค้า การลงทุน การท่องเที่ยวในพื้นที่เป้าหมายดังกล่าว ซึ่งจะมีเม็ดเงินลงทุนรวมกันกว่า 1 ล้านล้านบาท นอกจากนี้ จะมีเม็ดเงินลงทุนพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานในเขตส่งเสริมอุตสาหกรรมพิเศษที่อยู่ในพื้นที่ EEC จำนวน 21 นิคมอุตสาหกรรมที่มีอยู่เดิม และ 3 เขตส่งเสริมใหม่ที่เรียกว่า EECi , EECd, EEC Aeropolis เมื่อประเมินแล้วกลุ่มธุรกิจที่จะได้รับประโยชน์ ได้แก่ ผู้รับเหมาก่อสร้างรายใหญ่ซึ่งมีทั้งไทยและต่างชาติที่มีความสนใจประมูลโครงการใน EEC นอกจากนี้กลุ่มธุรกิจสนับสนุนการก่อสร้าง อาทิ ที่ปรึกษางานก่อสร้าง กลุ่มธุรกิจวัสดุก่อสร้างที่เกี่ยวข้องกับงานโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ก็จะได้รับอานิสงส์ด้วยเช่นกัน และแน่นอนว่ากลุ่มธุรกิจที่จะได้รับอานิสงส์ต่อเนื่องอีกคือ กลุ่มผู้พัฒนานิคมอุตสาหกรรมที่เป็นเจ้าของที่ดิน 21 โซนส่งเสริมการลงทุน รวมกันแล้วมีผู้ประกอบการจำนวน 6 ราย ได้แก่ WHA, AMATA, บริษัท อเมริกัน บิวเดอร์ จำกัด, บริษัท ปิ่นทอง อินดัสเตรียล ปาร์ค จำกัด, บมจ. ไทยพัฒนาโรงงานอุตสาหกรรม จำกัด (TFD)และ บริษัท ซี.พี.แลนด์ จำกัด (มหาชน) จะเป็นกลุ่มที่ได้รับผลประโยชน์ไปเต็มๆ หลังมีผู้เข้ามาจับจองพื้นที่ก่อสร้างโรงงาน

สอง...การลงทุนในอุตสาหกรรมเป้าหมาย (Investment) โดยมี 10 อุตสาหกรรมซึ่งประกอบด้วย  5 First S-Curve (ยานยนต์, อิเล็กทรอนิกส์, ไบโอเทคโนโลยี, การท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ, อาหาร) และ 5 New S-Curve (ดิจิตอล, ชิ้นส่วนเครื่องบิน, ปิโตรเคมี, หุ่นยนต์, ศูนย์กลางการแพทย์) โดยคาดว่าใน 5 ปีข้างหน้า จะมีเม็ดเงินลงทุนรวมกันกว่ากว่า 6 แสนล้านบาท โดยภาครัฐให้การส่งเสริมการลงทุนผ่าน BOI สำหรับผู้ที่ลงทุนในอุตสาหกรรมเป้าหมายและโซนส่งเสริมการลงทุนพิเศษใน EEC ด้วยการยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลสูงสุด 8-15 ปี รวมถึงลดหย่อนภาษีเงินได้นิติบุคคล 50%สำหรับกำไรที่เกิดจากเงินลงทุนไปอีก 3-5 ปี โดยนับตั้งแต่ปี 2559-ไตรมาสที่ 1/2561 มีนักลงทุนขอรับส่งเสริมการลงทุนในพื้นที่ EEC แล้ว 6.57 แสนล้านบาท ทั้งนี้ ศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจ ทีเอ็มบี วิเคราะห์ข้อมูลผู้ประกอบการที่เข้าข่ายได้รับผลประโยชน์จากการลงทุนใน EEC  โดยใช้หลักเกณฑ์การคัดกรองคือ 1.กิจการยังคงดำเนินธุรกิจและมีการส่งงบการเงินกับกระทรวงพาณิชย์ 2.ได้รับการส่งเสริมการลงทุนจาก BOI ในอุตสาหกรรมเป้าหมาย 3.มีที่ตั้งโรงงานอยู่ในพื้นที่ส่งเสริม EEC ซึ่งพบว่า มีผู้ประกอบการที่เข้าข่ายได้รับอานิสงส์จำนวน 1,600 ราย ซึ่งส่วนใหญ่อยู่ในธุรกิจยานยนต์ (25%) เครื่องใช้ไฟฟ้า (8%) อิเล็กทรอนิกส์ (8%) เครื่องจักรและชิ้นส่วน (7%) และเคมีภัณฑ์ (4%) โดยแบ่งเป็นผู้ประกอบการรายใหญ่ 33% รายกลาง 43% และรายเล็ก 24% ที่น่าสนใจในบรรดาผู้ประกอบการ 1,600 ราย พบว่าเป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่เป็นต่างชาติ 63% ที่เหลือ 33%เป็นผู้ถือหุ้นไทย เนื่องจากอุตสาหกรรมที่ส่งเสริมมีเกณฑ์ต้องใช้เทคโนโลยีขั้นสูงในการผลิต ดังนั้นส่วนใหญ่จึงเป็นต่างชาติที่เข้ามาเพราะมีเทคโนโลยีที่พร้อมมากกว่า

สุดท้ายนี้....ผมขอสรุปกลุ่มธุรกิจที่จะได้ประโยชน์จาก EEC ได้แก่ ผู้รับเหมาก่อสร้าง ที่ปรึกษางานก่อสร้าง ธุรกิจวัสดุก่อสร้าง ผู้พัฒนานิคมอุตสาหกรรม ผู้ผลิตยานยนต์ ผู้ผลิตเครื่องใช้ไฟฟ้า ผู้ผลิตอิเล็กทรอนิกส์  ผู้ผลิตเครื่องจักรและชิ้นส่วน และผู้ผลิตเคมีภัณฑ์ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นผู้ประกอบการรายใหญ่และรายกลางซึ่งเป็นธุรกิจข้ามชาติ เนื่องจากเป็นอุตสาหกรรมที่ต้องพึ่งพิงเทคโนโลยีขั้นสูง ซึ่งผู้ประกอบการไทยอาจจะยังขาดความพร้อมด้านนี้อยู่ อย่างไรก็ตามการเติบโตของอุตสาหกรรมเป้าหมายที่ใช้เทคโนโลยีขั้นสูงมีความจำเป็นที่จะต้องมีอุตสาหกรรมสนับสนุนที่เข้มแข็งมารองรับ นับเป็นโอกาสทองของผู้ประกอบการไทยซึ่งส่วนใหญ่เป็นธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อมที่จะเข้าไป แต่จำเป็นต้องพัฒนาตนเองให้เข้าอยู่ใน supply chain ของอุตสาหกรรมเป้าหมายเหล่านั้น โดยที่ภาครัฐจะต้องเป็นผู้สนับสนุนธุรกิจของคนไทย เพื่อให้การพัฒนา EEC นี้ คนไทยได้ผลประโยชน์อย่างเต็มที่ครับ<

-ข้อคิดเห็นที่ปรากฎในบทความนี้ เป็นความคิดเห็นของผู้เขียน ซึ่งไม่จำเป็นต้องสอดคล้องกับความคิดเห็นของ TMB Bank แต่อย่างใด –

(เผยแพร่ในหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ คอลัมน์: ยังอีโคโนมิสต์ ฉบับวันที่ 18 กรกฎาคม 2561 เขียนโดยนายธรรมทัช ทองอร่าม)

กลับหน้าCommentaries