เจาะทิศทางอุตสาหกรรมอาหารไทย...

อ่านในรูปแบบ PDF

อาหารเป็นหนึ่งในปัจจัยสี่ที่มีความสำคัญต่อการดำรงชีวิตของมนุษย์ ในยังอีโคโนมิสต์ฉบับนี้ ผมจึงหยิบยกเรื่องของอุตสาหกรรมอาหารมาคุยกันว่า มีเมกะเทรนด์อะไรที่กำลังเกิดขึ้นในอุตสาหกรรมนี้ จากนั้นผมจะเล่าต่อว่าพฤติกรรมการบริโภคอาหารของไทยเป็นอย่างไร เพื่อให้ทราบถึงโอกาสตลาดอาหารในไทย และในส่วนสุดท้ายผมจะเล่าถึงขีดความสามารถทางการแข่งขันอาหารไทยในตลาดโลกว่ามีโอกาสและความท้าท้ายอย่างไรบ้างครับ

เข้าส่วนแรกกันเลยครับ เมกะเทรนด์สำคัญที่จะเปลี่ยนแปลงภาพอุตสาหกรรมอาหารโลกในทศวรรษหน้า ได้แก่ (1) การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างประชากรโลกที่จะมีผู้สูงอายุมากขึ้น (Aging Society) โดย UN ประเมินว่า ในปี 2560 ผู้สูงอายุที่มีอายุ 60 ปีขึ้นไปจะมีจำนวน 1 พันล้านคน (คิดเป็น 13%ของประชากรโลก) และยังมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นเฉลี่ย 3%ต่อปี ดังนั้นกลุ่มอาหารที่จะเข้ามามีบทบาทสำคัญจะเป็นกลุ่มอาหารที่ช่วยชะลอวัยและซ่อมแซมร่างกาย โดยต้องมีส่วนผสมของคุณค่าทางอาหาร อาทิ วิตามินชนิดต่างๆ,  กรดโฟลิก, แคลเซียม, วิตามินดี, โพแทสเซียม, แมกนีเซียม, ไฟเบอร์, กรดไขมันโอเมก้า-3 ฯลฯ  (2) เทรนด์รักษ์สุขภาพของผู้บริโภค (Health & Wellness) ผู้บริโภคตระหนักถึงสุขภาพพลานามัย ส่วนประกอบในอาหารต้องมีส่วนผสมของน้ำตาล ไขมันน้อยหรือสารปนเปื้อนน้อยลง (3) เทรนด์ความนิยมชื่นชอบอาหารเฉพาะตัว (Personalization & Experience) ผู้บริโภคย่อมยินดีจ่ายเงินที่แพงมากขึ้นสำหรับสินค้าที่ชื่นชอบ ดังนั้นไลน์การผลิตสินค้าอาหารที่ตอบโจทย์เฉพาะกลุ่มจะมีมากขึ้น (4) การใช้ระบบสืบค้นย้อนกลับผลิตภัณฑ์อาหาร (Traceability) ผ่านการใช้เทคโนโลยีระบบ QR, Blockchain ฯลฯ ที่จะตรวจสอบและสืบค้นสินค้าผ่านฉลากในแพคเกจจิ้งว่าผลิตภัณฑ์อาหารนั้นวัตถุดิบมาจากไหน ผลิตที่ไหน ผลิตมาแล้วกี่วัน เพื่อให้ผู้บริโภคสามารถตรวจสอบความเป็นมาของอาหารชิ้นนั้นว่าเป็นอย่างไร เทคโนโลยีการสอบยันนี้จะทำให้ผู้บริโภคมีความมั่นใจในผลิตภัณฑ์อาหารมากขึ้น จะเห็นได้ว่าทั้ง 4 เมกะเทรนด์เหล่านี้ ส่งผลต่อพฤติกรรมการบริโภคอาหารโลกและเป็นปัจจัยเปลี่ยนอุตสาหกรรมอาหารของโลกไปในช่วง 5-10 ปีข้างหน้า จึงเป็นข้อมูลสำคัญสำหรับผู้ประกอบการที่ต้องคำนึงถึงการผลิตสินค้าที่ตอบโจทย์ผู้บริโภคในกลุ่มลูกค้าสูงวัย อาหารต้องมีคุณค่าทางโภชนาการ มีความหลากหลาย และต้องสร้างความเชื่อมั่นผู้บริโภคว่าอาหารมีแหล่งผลิตอยู่ที่ไหน สินค้าผลิตมาแล้วกี่วัน ผ่านระบบสืบค้นย้อนกลับที่สามารถตรวจสอบประวัติของอาหารนั้นๆ ได้

เราทราบกันแล้วว่าเทรนด์อาหารภาพรวมของโลกเป็นอย่างไร เรามาดูกันต่อ ในส่วนที่สองคือ เรื่องพฤติกรรมการบริโภคอาหารของคนไทยว่าเป็นอย่างไรกันครับ ก่อนอื่นเรามาดูมูลค่าตลาดกันก่อน จากข้อมูลของคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ พบว่าในปี 2560 จีดีพีการบริโภคอาหารของไทยมีมูลค่า 1.8 ล้านล้านบาท หรือคิดเป็น 12%ของจีดีพีรวม และมีทิศทางเติบโตอย่างต่อเนื่องใกล้เคียงกับจีดีพี โดยในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา การบริโภคอาหารในประเทศเติบโตเฉลี่ยกว่า 5.8%ต่อปี ถือว่าความต้องการบริโภคอาหารของไทยขยายตัวได้ค่อนข้างดีเลยทีเดียว เมื่อมองถึงพฤติกรรมการบริโภคอาหารจากผลสำรวจของสำนักงานสถิติแห่งชาติ ก็พบว่าคนไทย 47.5% หรือเกือบครึ่งหนึ่งนิยมทานอาหารสำเร็จรูปเนื่องจากง่าย สะดวกและรวดเร็ว นอกจากนี้ ยังได้รับผลมาจากแนวโน้มที่คนไทยเคลื่อนย้ายเข้าเมืองมากขึ้น และมีการอยู่อาศัยแบบครอบครัวเดี่ยวซึ่งมีจำนวนสมาชิกน้อยเป็นผลทำให้ความนิยมทานอาหารสำเร็จรูปยิ่งมากขึ้น สิ่งนี้พอจะสรุปได้ว่าทิศทางตลาดอาหารในประเทศได้ถูกผลักดันด้วยวิธีการดำรงชีวิตที่เปลี่ยนไป ในโลกที่มีเทคโนโลยีมากขึ้น สำหรับตลาดไทย พบว่าอาหารสำเร็จรูปมีการเติบโตสูงและสามารถตอบโจทย์พฤติกรรมของคนไทยที่ต้องการอาหารที่ปรุงแต่งง่าย มีความสะดวก รวดเร็ว และมีคุณค่าทางโภชนาการ และเข้าถึงได้ง่ายขึ้นในโลกดิจิตัล

มาถึงส่วนที่ 3 ส่วนสุดท้ายคือ เรื่องขีดความสามารถทางการแข่งขันอาหารไทยในตลาดโลก ปัจจุบัน ไทยเป็นผู้ส่งออกอาหารอันดับ 14 ของโลก มีส่วนแบ่งอาหารในตลาดโลกร้อยละ 2.3 และในปี 2561 สถาบันอาหาร คาดว่ามูลค่าส่งออกสินค้าอาหารจะอยู่ที่ 3.3 หมื่นล้านดอลลาร์ สรอ. หรือขยายตัว 10% แต่จะได้รับผลกระทบจากค่าเงินบาทแข็งค่าในปีนี้ ทำให้มูลค่าส่งออกในรูปของเงินบาทอยู่ที่ประมาณ 1.07 ล้านล้านบาท หรือขยายตัว 5.3% โดยสินค้าส่งออกที่ขยายตัวได้ดี ได้แก่ ข้าว เนื้อไก่ มันสำปะหลัง เครื่องปรุงรส และผลิตภัณฑ์มะพร้าว ตลาดที่ขยายตัวได้ในระดับสูง คือ ภูมิภาคเอเชียใต้ จีน และแอฟริกา ด้วยจุดเด่นของไทยในเรื่องการมีวัตถุดิบ การมีมาตรฐานการผลิต ไปจนถึงด้านการตลาด อย่างไรก็ตามยังปัจจัยที่ต้องกังวลในเรื่องของต้นทุนค่าแรง ต้นทุนการผลิตและความสามารถในการแข่งขันของประเทศคู่แข่งที่นับวันจะสูงขึ้น

จาก 3 ส่วนที่ได้กล่าวมาแล้วนั้น สามารถนำมาสรุปเป็นมุมมองต่อการส่งออกอาหารไทยในระยะยาว ว่าจะเป็นไปในทิศทางใดและด้วยสินค้าอาหารประเภทใด ครั้งนี้ผมได้เลือกผลิตภัณฑ์อาหารไทย 3 กลุ่มสินค้าที่สร้างรายได้ให้กับประเทศมาวิเคราะห์ก่อน เนื่องจาก 3 กลุ่มสินค้ามีมูลค่าการส่งออกรวมกว่า 3.17 แสนล้านบาทหรือมีสัดส่วนกว่า 1/3 ของการส่งออกอาหารทั้งหมด ได้แก่  1.กลุ่มอาหารทะเล อาทิ ปลาทูน่ากระป๋อง และกุ้งแช่แข็ง มูลค่าส่งออกรวม 1.22 แสนล้านบาท ประเมินว่า ทิศทางการส่งออกปลาทูน่ากระป๋องจะดีขึ้นตามความต้องการของคู่ค้ารายใหญ่ที่เศรษฐกิจฟื้นตัว (สหรัฐอเมริกา ญี่ปุ่น ออสเตรเลีย) และยังได้รับผลดีจากราคาวัตถุดิบปรับลดลง เนื่องจากการจับปลากลับมาเป็นปกติ ด้านกุ้งแช่แข็ง คาดว่าการส่งออกกุ้งประสบปัญหาการแข่งขันด้านราคาจากคู่แข่งอินเดีย อินโดนีเซีย และเวียดนามที่ราคาต่ำกว่า อย่างไรก็ตาม ผลผลิตกุ้งในปะเทศทรงตัว เนื่องจากปัญหาโรคกุ้งตายด่วน (EMS) บรรเทาลงจากการบริหารจัดการฟาร์มที่ดีขึ้น ทำให้ภาพรวมการส่งออกยังมีทิศทางทรงๆ  2.กลุ่มอาหารแช่แข็ง ได้แก่ ไก่แปรรูป และไก่แช่แข็ง มูลค่าส่งออก 1 แสนล้านบาท ประเมินว่า การส่งออกจะขยายตัวเพิ่มขึ้นจากตลาดหลัก (ญี่ปุ่น สหภาพยุโรป สหรัฐอเมริกา) ที่ขยายตัวได้ดี นอกจากนี้ ยังได้รับอานิสงส์จากการเกาหลียกเลิกนำเข้าไก่ไทย ทำให้การส่งออกไก่ดีขึ้นตามลำดับ 3.กลุ่มผักและผลไม้ มีมูลค่าส่งออก 0.95 แสนล้านบาท ประเมินว่า การส่งออกผักและผลไม้จะขยายตัวได้ดีจากการส่งออกไปยังตลาดหลัก จีน  อาเซียน -5, CLMV และการขยายไปยังตลาดใหม่ๆ ได้แก่ สหภาพยุโรป และสหรัฐอเมริกา อย่างไรก็ตาม ผลผลิตผักและผลไม้มักจผันแปรไปตามฤดูกาลและภัยธรรมชาติ ทำให้การจัดการสต็อกทำได้ยาก สำหรับขีดความสามารถทางการแข่งขันอาหารไทยในตลาดโลก สรุปได้ว่าสินค้าอาหารของไทยเป็นที่ยอมรับของตลาดโลก โดยมูลค่าการส่งออกยังคงขยายตัวอย่างต่อเนื่อง และกลุ่มสินค้าหลัก ได้แก่ อาหารทะเล อาหารแช่แข็ง ผักและผลไม้ ยังขยายตัวได้ดี อย่างไรก็ตาม ผลิตภัณฑ์อาหารมีปัจจัยเสี่ยงจากความพอเพียงของวัตถุดิบที่ไม่แน่นอน โดยเฉพาะอาหารทะเล ผักและผลไม้ที่ผลผลิตจะผันแปรไปตามฤดูกาล ทำให้ในบางครั้งวัตถุดิบอาจขาดแคลน นอกจากนี้ การส่งออกอาหารยังได้รับผลกระทบกับทิศทางค่าเงินบาทแข็งค่า แม้การส่งออกในรูปเงินดอลลาร์ สรอ. จะดี แต่ถ้าเงินบาทแข็งค่า เมื่อผู้ส่งออกแลกเป็นเงินบาทก็จะได้รับเงินน้อยลง หรือ ขาดทุนจากอัตราแลกเปลี่ยนได้

จากที่ผมเล่ามาทั้งหมด คงพอจะทำให้ท่านผู้อ่านเห็นภาพอุตสาหกรรมอาหารไทยว่าจะไปในทิศทางอย่างไร นับตั้งแต่แนวโน้มเมกะเทรนด์ที่จะกระทบต่อความต้องการอาหารของคนทั้งโลก เป็นสิ่งสำคัญที่ผู้ประกอบการต้องรู้ เพื่อจะได้เตรียมตัวปรับแผนการผลิตอาหารในอนาคตให้สอดคล้องกับเมกะเทรนด์นี้ มาส่วนที่สองพฤติกรรมการบริโภคอาหารของคนไทยที่นิยมทานอาหารสำเร็จรูปมากขึ้น เนื่องจากง่าย สะดวก และรวดเร็ว ซึ่งการทราบพฤติกรรมนี้ จะทำให้ผู้ประกอบการออกแบบผลิตภัณฑ์อาหารที่สามารถตอบโจทย์ตลาดในประเทศได้ และสุดท้ายขีดความสามารถการแข่งขันอาหารของไทยโดยรวมอยู่ยังอยู่ในเกณฑ์ดี การส่งออกอาหารยังขยายตัวอย่างต่อเนื่องทั้งจากตลาดหลักและตลาดใหม่ๆ  อย่างไรก็ตามอุตสาหกรรมอาหารไทยยังมีความท้าทายจากความพอเพียงของแหล่งวัตถุดิบที่มักจะผันแปรไปตามฤดูกาล และการเคลื่อนไหวของค่าเงินบาทที่ส่งผลกระทบต่อกำไรและขาดทุนของผู้ส่งออก ความท้าท้ายจากคู่แข่งในตลาดโลกที่นับวันจะแกร่งขึ้นด้วยต้นทุนที่ต่ำและนโยบายการค้าของตลาดหลัก ความท้าทายเหล่านี้เป็นประเด็นสำคัญที่ผู้ประกอบการจะต้องนำเทคนิคการบริหารจัดการที่มีประสิทธิภาพมาใช้เพื่อลดความเสี่ยงจากสิ่งเหล่านี้ให้น้อยที่สุดครับ<

-ข้อคิดเห็นที่ปรากฎในบทความนี้ เป็นความคิดเห็นของผู้เขียน ซึ่งไม่จำเป็นต้องสอดคล้องกับความคิดเห็นของ TMB Bank แต่อย่างใด –

(เผยแพร่ในหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ คอลัมน์: ยังอีโคโนมิสต์ ฉบับวันที่ 24 ตุลาคม 2561 เขียนโดยนายธรรมทัช ทองอร่าม)

กลับหน้าCommentaries