ประเมินผลประกอบการปิโตรเคมีไทยผ่านทิศทางราคาน้ำมันโลก

อ่านในรูปแบบ PDF

ปิโตรเคมีเป็นอุตสาหกรรมที่สำคัญต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศในระดับต้นๆของประเทศ  เนื่องจากเป็นผลิตภัณฑ์ต้นน้ำของหลายอุตสาหกรรมนับตั้งแต่อุตสาหกรรมพื้นฐานทั่วไป ได้แก่ บรรจุภัณฑ์พลาสติก วัสดุก่อสร้าง เสื้อผ้า รองเท้า ยารักษาโรค เครื่องสำอาง ปุ๋ยและยาฆ่าแมลง  ตลอดจนนำไปเป็นวัสดุที่สร้างมูลเพิ่มทางเศรษฐกิจให้กับประเทศอย่างมาก ได้แก่ ยานยนต์และชิ้นส่วน เครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์

ท่านเคยสงสัยมั้ยครับว่า อุตสาหกรรมนี้จะดีไม่ดีวิเคราะห์จากอะไร นักวิเคราะห์หุ้นจะบอกว่าปิโตรเคมีมันเกี่ยวกับราคาพลังงาน ก็ให้ดูทิศทางราคาน้ำมันนั่นล่ะ เพราะมันจะเป็นตัวชี้ว่าอุตสาหกรรมนี้เป็นอย่างไร คำถามคือ “แล้วราคาน้ำมันดิบขึ้นหรือลง แบบไหนผลการดำเนินงานของธุรกิจถึงจะดี” ซึ่งครั้งนี้ ผมจะมาวิเคราะห์ให้ฟังครับ ก่อนจะตอบคำถามดังกล่าว ผมขอเล่าภาพรวมอุตสาหกรรมปิโตรเคมีไทยก่อน เพื่อปูพื้นฐานไปสู่การวิเคราะห์ต่อไปครับ

โดยทั่วไปปิโตรเคมีแบ่งออกเป็น 2 สาย คือ สายโอเลฟินส์ ซึ่งเป็นผลิตภัณฑ์ที่มาจากก๊าซธรรมชาติ ผลิตภัณฑ์ส่วนใหญ่จะเป็นเม็ดพลาสติกที่นำไปใช้เป็นบรรจุภัณฑ์ และผลิตภัณฑ์พลาสติกในงานก่อสร้าง และ สายอะโรเมติกส์ ที่เป็นผลิตภัณฑ์ที่มาจากกระบวนการกลั่นน้ำมันดิบ ผลิตภัณฑ์ที่ได้จะเป็นเม็ดพลาสติกที่ใช้ในอุตสาหกรรมยานยนต์และชิ้นส่วน ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์  ซึ่งในไทยผลผลิตปิโตรเคมีในไทยส่วนใหญ่กว่า 70% จะมาจากสายโอเลฟินส์ เพราะเรามีแหล่งวัตถุดิบก๊าซธรรมชาติที่อุดมสมบูรณ์ ที่เหลือ 30% เป็นปิโตรเคมีที่มาจากสายอะโรเมติกส์

โครงสร้างการผลิตปิโตรเคมีไทย ไทยมีกำลังการผลิต 30.9 ล้านตัน (2016) แบ่งเป็น ขั้นต้น (39%) ขั้นกลาง (26%) ขั้นปลาย (35%) ทั้งนี้ การผลิตปิโตรเคมีในไทยมีผู้เล่นรายใหญ่ที่มีการผลิตครบวงจรตั้งแต่ต้นน้ำ-กลางน้ำ-ปลายน้ำ อยู่ 2 กลุ่มบริษัท คือ กลุ่ม ปตท. และกลุ่ม SCG โดย กลุ่ม ปตท. มีข้อได้เปรียบของอุตสาหกรรมต้นน้ำมีทั้งโรงกลั่นและโรงแยกก๊าซของตัวเอง จึงขยายการลงทุนไปข้างหน้า หรือที่เรียกว่า Forward Linkage Investment ไปยังผลิตภัณฑ์ต้นน้ำ-กลางน้ำ-ปลายน้ำ ส่วนกลุ่ม SCG มีความเข้มแข็งคือ มีดีมานด์ของอุตสาหกรรมปลายน้ำรองรับ ได้แก่ บรรจุภัณฑ์และวัสดุก่อสร้าง จึงขยายการลงทุนไปข้างหลัง หรือที่เรียกว่า Backward Linkage Investment ไปยังผลิตภัณฑ์ปลายน้ำ-กลางน้ำ-ต้นน้ำ การที่ทั้ง 2 กลุ่มบริษัทมีสายการผลิตครบวงจรทำให้มีการประหยัดอันเนื่องมาจากขนาด (Economy of Scale) นอกจากผู้ผลิต 2 กลุ่มใหญ่ดังกล่าว ยังมีกลุ่มผู้ผลิตปิโตรเคมีรายอื่นๆ อาทิ SPRC, ExxonMobil, Vinythai, Indorama, UBE Chemicals, Covestro Bayer ฯลฯ ส่วนใหญ่จะอยู่ในสายการผลิตใดการผลิตหนึ่งไม่ครบวงจรเช่นกลุ่ม ปตท. และ SCG

ความต้องการใช้ปิโตรเคมีไทยในประเทศ  ปัจจุบันการเติบโตของการใช้ผลิตภัณฑ์ปิโตรเคมีของไทยขึ้นอยู่กับการเติบโตของอุตสาหกรรมต่อเนื่อง 4 กลุ่มหลัก ได้แก่ กลุ่มผลิตภัณฑ์พลาสติก (Plastic) กลุ่มเส้นใยสังเคราะห์ (Synthetic Fibre) กลุ่มยางสังเคราะห์ (Synthetic Rubber, Elastomer) และกลุ่มสารเคมีเคลือบผิวและผลิตภัณฑ์กาว (Synthetic Coating & Adhesive Material) จากข้อมูลการวิเคราะห์ของศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจ ทีเอ็มบี พบว่า อุตสาหกรรมที่มีการใช้มากที่สุด เป็นอุตสาหกรรมบรรจุภัณฑ์ อาทิเช่น ถุงพลาสติก แผ่นฟิล์ม ขวดพลาสติก ฯลฯ มีสัดส่วน 45% รองลงมาเป็นการใช้ผลิตในอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์และยานยนต์ มีสัดส่วน 30%  และกลุ่มวัสดุก่อสร้างและเฟอร์นิเจอร์ อาทิ เฟอร์นิเจอร์พลาสติก ท่อน้ำ แผ่นหลังคา ประตูและหน้าต่างพลาสติก ฯลฯ มีสัดส่วน 15%   สำหรับทิศทางความต้องการใช้ปิโตรเคมีของไทยใน 3 ปีข้างหน้า จากสมมติฐานการบริโภคในประเทศที่คาดว่าจะเติบโตได้ที่ 4-5% การก่อสร้างคาดว่าจะได้รับอานิสงส์จากการลงทุนภาคเอกชนและการลงทุนใน EEC ซึ่งจะทำให้การใช้ปิโตรเคมีขยายตัวได้ประมาณ 6-8% และการส่งออกอิเล็กทรอนิกส์และยานยนต์ที่ยังขยายตัวได้ต่อเนื่อง 5-8% ดังนั้น เมื่อประมวลผลรวมกันแล้วคาดว่า ความต้องการใช้ปิโตรเคมีของไทยจะสามารถขยายตัวได้ 4-6%ต่อปีใน 3 ข้างหน้า (2019-2021)

ราคาปิโตรเคมีและต้นทุนวัตถุดิบ ราคาของปิโตรเคมีจะถูกกำหนดจากดีมานด์และซัพพลายในตลาดโลก เนื่องจากเป็นอุตสาหกรรมที่ใช้เงินลงทุนสูง มีผู้เล่นรายใหญ่เพียงไม่กี่รายในโลก และอีกส่วนหนึ่งจะถูกกำหนดด้วยต้นทุนวัตถุดิบ (feedstock) ซึ่งแปรผันไปตามระดับราคาน้ำมันดิบโลก (ค่าความสัมพันธ์ระหว่างตัวแปรราคาน้ำมันดิบกับผลิตภัณฑ์ปิโตรเคมี Correlation = 0.99) ดังนั้น ผลกำไรของผู้ผลิตปิโตรเคมี จะขึ้นอยู่กับส่วนต่างของระดับราคาขายของปิโตรเคมีขั้นปลาย และต้นทุนวัตถุดิบ (spread = petrochemical price -  naphtha price)  จากภาพความสัมพันธ์ “ราคาปิโตรเคมี วัตถุดิบ (แนฟทา) และส่วนต่างราคา” จะพบว่าในยามที่ราคาน้ำมันดิบและแนฟทาลง (Feedstock ของปิโตรเคมี) มีผลทำให้ส่วนต่างของปิโตรเคมีสายโอเลฟินส์จะเพิ่มขึ้น ในขณะที่ส่วนต่างของปิโตรเคมีสายอะโรเมติกส์จะลดลง ที่เป็นเช่นนี้ เนื่องจากปิโตรเคมีสายโอเลฟินส์ส่วนใหญ่ใช้ในอุตสาหกรรมพื้นฐาน อาทิ บรรจุภัณฑ์ ซึ่งเติบโตตามการบริโภคในชีวิตประจำวันเป็นหลัก ดังนั้นแม้ราคาแนฟทาจะลง ระดับราคาปิโตรเคมีสายโอเลฟินส์ก็จะไม่ปรับลดลงมากนัก ทำให้ในช่วงที่ราคาแนฟทาลงหนักๆ จะเป็นช่วงที่ส่วนต่างราคาดีขึ้น ทำให้ผู้ประกอบการมีผลกำไรมากขึ้น ในขณะที่ปิโตรเคมีสายอะโรเมติกส์ ซึ่งส่วนใหญ่ใช้ในอุตสาหกรรมที่ต้องการเม็ดพลาสติกคุณสมบัติพิเศษในการผลิต เช่น ชิ้นส่วนยานยนต์ ชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ ฯลฯ การที่ราคาน้ำมันและแนฟทาลง ชี้ว่าเศรษฐกิจจะเติบโตได้ในอัตราที่ชะลอตัวลง ดังนั้นดีมานด์ของอุตสาหกรรมเหล่านั้นก็ลดลงด้วยตามภาวะเศรษฐกิจ ทำให้ความต้องการปิโตรเคมีสายโอเลฟินส์เพื่อนำมาผลิตลดลง ซึ่งผลทำให้ส่วนต่างราคาลดลงตามไปด้วย (สมมติฐาน การวิเคราะห์ส่วนต่างซัพพลายปิโตรเคมีโลกไม่ปรับเพิ่มขึ้นหรือลดลง)

ผมขอสรุปภาพแนวโน้มปิโตรเคมีไทยใน 3 ปีข้างหน้า คาดว่าจะเติบโต 4-6% จากเศรษฐกิจในประเทศที่ได้รับอานิสงส์จากการบริโภคในประเทศที่ทยอยฟื้นตัว รวมถึงการลงทุนของภาคเอกชน และการลงทุนใน EEC ที่จะมากขึ้น ในขณะที่การส่งออกสินค้าจะยังคงเป็นปัจจัยสนับสนุนการเติบโตได้ต่อเนื่อง สำหรับอุตสาหกรรมปิโตรเคมีนั้นนอกจากได้รับผลดีจากการเติบโตของเศรษฐกิจในเชิงปริมาณแล้ว ยังได้รับผลบวกจากส่วนต่างหรือผลกำไรของกลุ่มปิโตรเคมีสายโอเลฟินส์ที่ทยอยเพิ่มขึ้นอย่างค่อยเป็นค่อยไปตามราคาน้ำมันดิบที่คาดว่าจะอยู่ในระดับ 71, 70, 66 ดออลาร์ สรอ./บาร์เรล ในช่วงปี 2019-2021 ในขณะที่กลุ่มปิโตรเคมีสายอะโรเมติกส์คาดว่าจะไม่ได้รับผลดีจากส่วนต่างราคา เนื่องจากเศรษฐกิจโลกมีทิศทางชะลอตัว ทำให้ความต้องการปิโตรเคมีเกรดพิเศษลดลงครับ<

 

-ข้อคิดเห็นที่ปรากฎในบทความนี้ เป็นความคิดเห็นของผู้เขียน ซึ่งไม่จำเป็นต้องสอดคล้องกับความคิดเห็นของ TMB Bank แต่อย่างใด –

(เผยแพร่ในหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ คอลัมน์: ยังอีโคโนมิสต์ ฉบับวันที่ 19 กันยายน 2561 เขียนโดยนายธรรมทัช ทองอร่าม)

กลับหน้าCommentaries