ผู้ค้าส่ง-ค้าปลีกไทย: ใครดี vs ใครแย่???

อ่านในรูปแบบ PDF

ฉบับที่แล้ว (ฉบับที่ 3486 ลงวันที่ 11-13 ก.ค. 62) ผมได้นำเสนอแนวโน้มธุรกิจส่ง-ค้าปลีกปี 2562 กล่าวโดยสรุปคือ “ธุรกิจค้าส่งจะเติบโตในระดับต่ำ เนื่องจากการรุกทำตลาดของผู้ผลิตที่เริ่มใช้กลยุทธ์ลดสัดส่วนการขายผ่านผู้ค้าส่งหันไปขายผ่านร้านค้าปลีกรายย่อยแทน ด้านธุรกิจค้าปลีกสำหรับร้านค้ายังพอเติบโตได้แต่จำกัดการขยายตัวเฉพาะในช่องทางการค้าผ่านโมเดิร์นเทรด มาฉบับนี้ ผมจะมาเจาะลึกถึงผลการดำเนินงานของผู้ค้าส่ง-ค้าปลีก เพื่อตอบคำถามว่า ใครจะดี vs ใครจะแย่? มาดูกันครับ

การประเมินผลการดำเนินงานของผู้ค้าส่ง-ค้าปลีก ผมใช้อัตราการทำกำไรสุทธิและการเติบโตเฉลี่ยของยอดขายในช่วง 3 ที่ผ่านมา แบ่งกลุ่มสินค้าออกเป็น 3 กลุ่ม ดังนี้

กลุ่มที่ 1 “โตได้ กำไรดี” ได้แก่ สินค้าอุปโภคบริโภค เป็นกลุ่มสินค้าที่ผู้ค้าโดยเฉลี่ยทำกำไรได้ดี (กำไรสุทธิ 3.4% ถึง 4.8%) และยอดขายยังเติบโตได้ (ขยายตัวเฉลี่ย 6% ถึง 8% ต่อปี) เนื่องจากเป็นสินค้าจำเป็นที่ผู้บริโภคจับจ่ายใช้สอยเป็นประจำ ทำให้การหมุนเวียนของสินค้าค่อนข้างหมุนเร็ว ทั้งยังเก็บไว้ได้นาน จึงทำให้เป็นกลุ่มที่โตได้และกำไรดี

กลุ่มที่ 2 “โตได้ กำไรต่ำ” ได้แก่ อาหารและเครื่องดื่ม เป็นกลุ่มสินค้าที่ผู้ค้าทำกำไรได้ค่อนข้างต่ำ (กำไรสุทธิ 0.7% ถึง 1.9%) แต่ยอดขายขยายตัวได้ดี (ขยายตัวเฉลี่ย 3% ถึง 12% ต่อปี) ทั้งนี้รายได้ที่เติบโตดีเพราะอาหารและเครื่องดื่มเป็นสินค้าจำเป็นต่อการดำรงชีวิตของผู้บริโภค แต่การทำกำไรที่ต่ำเนื่องจากเก็บไว้ได้ไม่นาน เน่าเสียได้ ทำให้วันหมดอายุสั้น ผู้ค้าจึงเน้นขายปริมาณมากๆ โดยที่อัตรากำไรต่อหน่วยการขายไม่สูงนัก

และกลุ่มที่ 3 “โตต่ำ กำไรพอได้” ได้แก่ คอมพิวเตอร์และชิ้นส่วน เครื่องใช้ไฟฟ้า วัสดุก่อสร้าง เป็นกลุ่มสินค้าที่ทำกำไรพออยู่ได้ (กำไรสุทธิ 2.1% ถึง 4.3%) แต่ยอดขายโตค่อนข้างต่ำ โดยเฉพาะยอดขายผู้ค้าส่งที่เติบโตน้อยมากทั้งในกลุ่มผู้ค้าส่งที่เป็น SME และผู้ค้าส่งรายใหญ่ ทั้งนี้เนื่องจากเป็นกลุ่มสินค้าคงทน ซึ่งโดยทั่วไปวัฏจักรการขายของสินค้าคงทนจะผันแปรไปตามภาวะเศรษฐกิจ ซึ่งจะเห็นว่าเศรษฐกิจที่ผ่านมาอยู่ในช่วงชะลอตัว ทำให้ยอดขายเติบโตต่ำ จากแรงกดดันดังกล่าว ทำให้ผู้ผลิตหันมาใช้กลยุทธ์ลดสัดส่วนการขายผ่านผู้ค้าส่งหันไปขายผ่านร้านค้าปลีก เพื่อลดพ่อค้าคนกลางลง โดยจะเห็นว่าผู้ผลิตรายใหญ่ๆ ตั้งบริษัทค้าปลีกของตนเองขึ้นมา เพื่อทำการขายสินค้าโดยตรงต่อผู้บริโภค ทำให้ยอดขายของผู้ค้าปลีกรายใหญ่ขยายตัวได้ดีเฉลี่ย 6% ถึง 16% ต่อปี ในขณะที่ยอดขายผู้ค้าปลีก SME ของกลุ่มสินค้านี้ขยายตัวเพียง 1% ถึง 2% ต่อปีเท่านั้น

ทั้งนี้จากการประเมินยอดขายของผู้ค้าส่ง-ค้าปลีกในภาพรวมของทุกกลุ่มสินค้าจะเห็นว่า กลุ่มผู้ค้าส่ง-ค้าปลีก SME ถูกแรงกดดันจากเทคโนโลยีใหม่ที่เข้ามาไม่ว่าจะเป็น การค้าออนไลน์ การโอนเงินออนไลน์ การขนส่งสินค้าที่รวดเร็วขึ้นผ่านบริษัทโลจิสติกส์ ทำให้ผู้ผลิตสามารถส่งสินค้าไปยังผู้บริโภคเองด้วยต้นทุนต่ำลง ทำให้ผู้ผลิตรายใหญ่บางส่วนปรับกลยุทธ์หันมาตั้งบริษัทค้าปลีกเพื่อขายของเอง และนำเทคโนโลยีดังกล่าวมาปรับใช้ สิ่งที่ตามมาคือ  การเติบโตยอดขายของผู้ค้าส่ง-ค้าปลีก SME เติบโตต่ำลง ในขณะที่ยอดขายของผู้ค้ารายใหญ่เติบโตเพิ่มขึ้น

สุดท้ายผมสรุปตามหัวข้อ ผู้ค้าส่ง-ค้าปลีกไทย: ใครดี vs .ใครแย่??? ดังนี้ สินค้าอุปโภคบริโภคเป็นกลุ่มที่ผลการดำเนินงานดีที่สุด ในขณะที่อาหารและเครื่องดื่มเป็นกลุ่มที่ทำแล้วกำไรน้อยแต่ผู้ค้ายังอยู่ได้เนื่องจากได้ยอดขายมาชดเชยกำไรต่อหน่วยที่น้อย และสินค้าคอมพิวเตอร์และชิ้นส่วน เครื่องใช้ไฟฟ้า วัสดุก่อสร้าง เป็นกลุ่มที่กำไรพออยู่ได้แต่ยอดขายจะแปรผันไปตามภาวะเศรษฐกิจ ทั้งนี้ ยอดขายของกลุ่มผู้ค้าส่งมีแนวโน้มเติบโตต่ำเนื่องจากผู้ผลิตรุกทำตลาดผ่านการขายไปยังร้านค้าปลีกมากขึ้น และหากวิเคราะห์ตามขนาดธุรกิจพบว่า กลุ่มผู้ค้า SME เป็นกลุ่มที่กำลังตกที่นั่งลำบาก เนื่องจากการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีทำให้ช่องทางการขาย การบริหารสินค้า มีต้นทุนที่ต่ำลง ทำให้ผู้ผลิตรายใหญ่ผันตัวเข้ามาเป็นผู้ค้าเอง

ฟังบทสรุปแล้วดูเหมือนว่า ผู้ค้าส่ง-ค้าปลีก SME เริ่มดำเนินธุรกิจยากขึ้นกว่าในอดีต จากในอดีตอยู่ได้เพราะอาศัยข้อได้เปรียบด้านสถานที่ตั้งร้านที่อยู่ใกล้ชิดผู้บริโภค อย่างไรก็ตามหากพื้นที่ที่ SME ตั้งอยู่เริ่มมีความเจริญ แน่นอนว่าจะต้องจูงใจให้ผู้ค้ารายอื่นๆ เข้าไปแข่งขัน คำถามคือ สิ่งที่จะทำให้ผู้ค้า SME อยู่ได้อย่างยั่งยืนคืออะไร? คำตอบคือ ผู้ค้า SME จะต้องเร่งหาช่องทางการตลาดที่กว้างและลึกขึ้น ผมหยิบตัวเลขยอดรายได้ของบริษัทขนส่งไปรษณีย์ในช่วง 3 ปีที่ผ่านมาพบว่าขยายตัวเฉลี่ยถึง 20%ต่อปี ตัวเลขนี้สะท้อนว่า มีปริมาณการส่งของมากขึ้นซึ่งส่วนใหญ่เป็นผลมาจากการค้าออนไลน์นั่นเอง นับเป็นโอกาสที่ผู้ค้า SME จะต้องทำความรู้จักและปรับตัวให้เข้ากับช่องทางการตลาดออนไลน์เพื่อเปิดตลาด ไม่ว่าจะเป็นทำการตลาดผ่าน Social Media (Line, Facebook, Instagram) การขายสินค้าผ่าน E-Marketplace (Shopee, Lazada, Agoda) เรียนรู้ระบบการชำระค่าสินค้าผ่าน E-Payment, E-Wallet เพื่ออำนวยความสะดวกให้ลูกค้าชำระค่าสินค้าได้ง่ายขึ้น การใช้บริการขนส่งสินค้าผ่านบริษัทขนส่ง (Kerry, Thai Post, DHL, GrabBike, NinjaVan, Get) ที่เหมาะสมเพื่อให้สินค้าไปสู่มือของลูกค้าอย่างรวดเร็ว ตรงเวลาและปลอดภัย นอกจากนี้ ผู้ค้า SME ต้องพัฒนาจุดแข็งด้านความเชี่ยวชาญในตัวสินค้าที่ขาย พร้อมทั้งให้บริการแนะนำลูกค้าทั้งก่อนและหลังซื้อสินค้าในทุกช่องทางการตลาดออนไลน์ เพื่อให้เข้าถึงใจของลูกค้า เป็นโจทย์ใหญ่ที่ต้องเร่งปรับตัวเพื่อให้ลูกค้ามีความเชื่อมั่นในสินค้าและบริการของท่าน ผมขอเป็นกำลังใจให้ผู้ค้า SME ไทยครับ...

-ข้อคิดเห็นที่ปรากฎในบทความนี้ เป็นความคิดเห็นของผู้เขียน ซึ่งไม่จำเป็นต้องสอดคล้องกับความคิดเห็นของ TMB Bank แต่อย่างใด –

(เผยแพร่ในหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ คอลัมน์: ยังอีโคโนมิสต์ ฉบับวันที่ 11 กันยายน 2562 เขียนโดยนายธรรมทัช ทองอร่าม)

กลับหน้าCommentaries