“6 เมกะเทรนด์” ที่ธุรกิจไทยต้องจับตา

View in PDF

ในปี 2562 ที่ผ่านมา เศรษฐกิจไทยคาดว่าขยายตัวได้ 2.5% แต่กลับเป็นปีที่การส่งออกไม่สามารถหนุนเศรษฐกิจให้เติบโตเหมือนในช่วง 3 ปีที่ผ่าน ด้วยแรงกดดันให้เศรษฐกิจชะลอตัวลงจากสงครามการค้าและเศรษฐกิจโลกที่ชะลอตัวลง โดยเฉพาะจากจีนและอาเซียน ทำให้ส่งออกสินค้าหดตัว -2.2% (ในรูปดอลลาร์ สรอ.)

สำหรับปีนี้คงต้องบอกว่าภาพไม่ได้ดีกว่าปีที่แล้ว เพราะไม่มีปัจจัยหนุนที่ชัดเจนเท่าไหร่นัก ศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจ ทีเอ็มบี ประเมินว่าในปี 2563 เศรษฐกิจจะขยายตัวได้เพียง 2.7% จากการส่งออกที่แม้ดีดูขึ้นบ้างจากการเจรจาการค้าสหรัฐ-จีนมีท่าทีดีขึ้น มีการผ่อนปรนพักรบกันชั่วคราว แต่ทว่ายังมีปัจจัยเสี่ยงจากค่าเงินบาทแข็งค่าที่สิ้นปีที่แล้วหลุด 30 บาทต่อดออลาร์ สรอ. ชี้อาการโมเมนตัมค่าเงินจะเบ้ไปทางแข็งค่าในปีนี้ แต่พูดให้แฟร์ค่าเงินบาทแข็งก็เพราะมีปัจจัยพื้นฐานรองรับตามบัญชีดุลสะพัดที่ยังเกินดุล ไม่ว่าจะเป็นดุลการค้าและดุลบริการ ซึ่งค่าเงินบาทที่แข็งค่าย่อมกระทบรายได้ผู้ส่งออกให้ลดลง เนื่องจากส่งออกได้รับเป็นเงินดอลลาร์ สรอ. พอแลกกลับมาเป็นเงินบาทแล้วได้น้อยลง ทำให้ผู้ส่งออกมีแนวโน้มขาดทุนจากอัตราแลกเปลี่ยน เมื่อขาดทุนก็จะลดการจ้างงาน พอลดการจ้างงาน การบริโภคของประชาชนก็จะลดลง ไม่เพียงเท่านั้น ปีนี้มีความยังมีความเสี่ยงจากภัยแล้ง แม้ว่ารัฐจะมีนโยบายพยุงราคาสินค้าเกษตร แต่หากภัยแล้งรุนแรงมากขึ้น อาจเป็นความเสี่ยงต่อการบริโภคในประเทศมากขึ้น สำหรับความหวังที่ยังเหลืออยู่ในปีนี้คือ การลงทุนภาครัฐและการลงทุนของเอกชน โดยเฉพาะในพื้นที่ EEC ถ้าไม่มาโอกาสเศรษฐกิจจะไต่ไปถึง 2.7% คงเป็นไปได้ลำบาก นับว่าเป็น “ปีหนูที่ไม่หมู” ที่ต้องสู้กันต่อไป

ผมสรุปภาพเศรษฐกิจปีนี้ดูเหมือนว่า “ความหวังการเติบโตอย่างก้าวกระโดดมีอยู่อย่างจำกัด” เพราะยังไม่มีปัจจัยปลุกเล้าที่สามารถกระตุ้นให้เศรษฐกิจเติบโตได้ แต่ก็อย่าเพิ่งถอนใจไปครับ ในยามเศรษฐกิจโตแบบซึมๆ แบบนี้เป็นช่วงเวลาที่เราๆท่านๆ ต้องกลับมาทบทวนถึงสภาวะแวดล้อมอื่นๆที่กระทบต่อธุรกิจที่ว่าจะเปลี่ยนแปลงอย่างไร  ฉบับนี้ ผมนำ “6 เมกะเทรนด์ที่เปลี่ยนแปลงภาพธุรกิจในช่วง 3-5 ปีข้างหน้า” เพื่อให้ผู้ประกอบการได้เตรียมรับมือและแสวงหาโอกาสกับสิ่งที่จะเกิดขึ้นในอนาคต

ผมขอเริ่มจากปัจจัยที่ขับเคลื่อนการเติบโตทางเศรษฐกิจไทยในระยะข้างหน้าเพื่อเป็นพื้นฐานในการวางภาพเมกะเทรนด์ของประเทศไทยซึ่งได้แก่ 1) การลงทุนโครงสร้างพื้นฐานและพื้นที่ EEC 2) การเปลี่ยนแปลงทางสิ่งแวดล้อม (Global Warming) 3) การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างประชากร 4) การเปลี่ยนแปลงเทคโนโลยี (5G,Robotics) 5) การคำนึงถึงคุณค่าทางจิตใจของผู้บริโภค ทั้งนี้จากปัจจัยขับเคลื่อนทั้ง 5 ข้อดังกล่าว เมื่อวิเคราะห์พบว่าจะก่อให้เกิดภาพ “6 เมกะเทรนด์ที่จะเข้ามาส่งผลต่อธุรกิจไทย” ดังนี้

เมกะเทรนด์ 1 การเชื่อมต่อผู้บริโภค (Connected Customer) เทคโนโลยีอินเทอร์เน็ต 4G และ 5G ทำให้ธุรกิจสามารถเชื่อมต่อผู้บริโภคผ่านสื่อ Social Media ได้ในทุกที่ที่อินเตอร์เน็ตเข้าถึง ธุรกิจสามารถติดต่อลูกค้าและขายสินค้าได้ตลอดเวลา แม้ว่าจะเข้าถึงผู้บริโภคได้ทุกที่ทุกเวลาแต่ผู้บริโภคบางส่วนก็ยังต้องการดูสินค้าที่ร้าน มีความจำเป็นที่ธุรกิจจะต้องผสานช่องทางการขายทั้งออนไลน์และออฟไลน์ให้สมดุล หรือ ที่เรียกว่า Omni-Channel นั่นเอง

เมกะเทรนด์ 2  อีบิสซิเนส (E-Business) เนื่องจากการเข้าถึงเทคโนโลยีดิจิตอลง่ายขึ้นกว่าในอดีต ก่อให้เกิด Digital Ecosystem รอบตัวผู้ประกอบการและผู้บริโภค ได้แก่ E-Commerce, E-Payment , E- Transportation, Inventory Management ฯลฯ  เหล่านี้นับวันยิ่งมีจำเป็นมากขึ้นในยุคที่มีการแข่งขันสูง เน้นประสิทธิภาพสูงแต่ต้นทุนต่ำ และต้องเป็นมิตรต่อลูกค้ามากขึ้น

เมกะเทรนด์ 3 ผู้บริโภคตัดสินใจจากประสบการณ์และความชอบส่วนตัว (Experience & Personalization) นับจากนี้ไปตลาดเป็นของผู้บริโภค เพราะผู้บริโภคสามารถค้นหาสินค้าที่ต้องการพร้อมถึงเปรียบเทียบราคาที่ดีที่สุดได้จากอินเทอร์เน็ต ดังนั้นสินค้าที่ไม่แตกต่างกัน กลไกลราคาจะเกิดจากผู้บริโภคกำหนดทำให้ผู้ประกอบการไม่สามารถทำกำไรได้มากเช่นเดิมอีกต่อไป ฉะนั้นหากต้องการทำกำไรให้มากขึ้น จำเป็นจะต้องเจาะตลาดลูกค้าเฉพาะกลุ่มที่มีกำลังซื้อแฝงซึ่งต้องหาให้พบ ตัวอย่างเช่น ถ้าพูดถึงสินค้าเด็ก ผู้ประกอบการจะต้องชัดเจนว่าจะเจาะกลุ่มลูกค้าคุณพ่อคุณแม่อายุ 30-35 ปีที่มีรายได้ปานกลาง-สูง เนื่องจากเป็นกลุ่มที่มีลูกน้อย พวกเขาจะทุ่มเทสิ่งที่ดีที่สุดให้ลูก จึงพร้อมที่จะจ่ายเพื่อลูกอย่างเต็มที่ จะทำอย่างไรให้เข้าถึงความต้องการของเขา นอกจากนี้ ต้องตาม        เทรนด์สินค้าให้ทันเพราะความนิยมจะมาเร็วไปเร็ว วัฏจักรสินค้าจะสั้นลง จำเป็นที่ผู้ประกอบการจะต้องวางแผน ออกแบบ ผลิตและบริหารระดับสต็อกให้เหมาะสมให้สอดคล้องกับความต้องการต่อลูกค้า

เมกะเทรนด์ 4 การขยายตัวของสังคมเมือง (Urbanization) การลงทุนโครงสร้างพื้นฐานและพื้นที่ EEC ตามแผนพัฒนาเศรษฐกิจ ไม่ว่าจะเป็นมอเตอร์เวย์ รถไฟฟ้าความเร็วสูง ท่าอากาศยาน ท่าเรือ ฯลฯ จะก่อให้เกิดการเชื่อมต่อระบบขนส่งระดับภูมิภาค ซึ่งจะเกิดการขยายตัวของความเจริญไปในต่างจังหวัดมากขึ้น โดยเฉพาะในพื้นที่ EEC (ฉะเชิงเทรา ชลบุรี ระยอง) รวมถึงความเจริญในหัวเมืองต่างจังหวัด และพื้นที่เขตเศรษฐกิจพิเศษ ผู้ประกอบการสามารถมองหาโอกาสได้ว่า อะไรคือจุดแข็งของพื้นที่นั้นๆ เพื่อได้ไอเดียทำธุรกิจ ตัวอย่างเช่น ทางมอเตอร์เวย์เส้นบางใหญ่-กาญจนบุรี ซึ่งกำหนดสร้างเสร็จราวปี 2565 จะทำให้การเดินทางไปยังกาญจนบุรีง่ายขึ้น ย่นเวลาการเดินทางลงได้ 1 ชั่วโมง ซึ่งเมื่อพิจารณาจุดแข็งของกาญจนบุรีคือ แหล่งท่องเที่ยวเชิงธรรมชาติและมีพืชเศรษฐกิจได้แก่ อ้อย ข้าว มันสำปะหลัง เมื่อทราบเช่นนี้ผู้ประกอบการสามารถมองลู่ทางว่าจะแสวงหาโอกาสทางธุรกิจจาหการขยายตัวของสังคมเมืองของจังหวัดกาญจนบุรีได้ เป็นต้น

เมกะเทรนด์ 5 การเปลี่ยนแปลงสิ่งแวดล้อม (Environment Issue) เป็นประเด็นที่สังคมให้มีความสำคัญมากขึ้นเรื่อยๆ ทั้งนี้ สิ่งที่สังคมไทยกังวลต่อประเด็นสิ่งแวดล้อม ได้แก่ สภาวะโลกร้อน มลภาวะต่างๆ  สิ่งเหล่านี้ก่อให้เกิดการสร้างกฎระเบียบที่กระทบต่อพฤติกรรมผู้บริโภคและกระทบต่อต้นทุนการดำเนินธุรกิจ ยกตัวอย่างเช่น การเลิกแจกถุงพลาสติกเพื่อลดปริมาณถุงพลาสติกที่จะไปก่อให้เกิดมลพิษทางน้ำซึ่งกระทบต่อความเป็นอยู่ของสัตว์น้ำและเกิดมลพิษทางอากาศเมื่อต้องเผาทำลาย ทำให้ธุรกิจผลิตถุงพลาสติกแย่ลง ซึ่งหากผู้ประกอบการต้องการดำรงธุรกิจให้อยู่ได้ จำเป็นต้องปรับตัวไปเป็นทำถุงที่ย่อยสลายได้ตามธรรมชาติ หรือผันตัวไปผลิตถุงผ้าโดยอาศัยความเชี่ยวชาญและลูกค้าถุงพลาสติกที่มีอยู่เดิม

เมกะเทรนด์ 6 การเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ (Aging Society) ในปี 2564 ประเทศไทยจะมีประชากรที่มีอายุมากกว่า 60 ปี จำนวนกว่า 13 ล้านคนหรือประมาณ 20%ของประชากรรวม กล่าวได้ว่าเป็นสังคมผู้อายุโดยสมบูรณ์ (Aged Society) ซึ่งการเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุจะก่อให้เกิดโอกาสและอุปสรรค “โอกาส “คือ ตลาดธุรกิจเพื่อสุขภาพจะใหญ่ขึ้น ธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับการดูแลผู้สูงอายุและธุรกิจสันทนาการที่เกี่ยวกับผู้สูงอายุก็จะเติบโต ธุรกิจที่ปรึกษาการเงินจะมีคนมาใช้บริการมากขึ้น สำหรับ “อุปสรรค” คือ แรงงานจะลดลงและกลไกตลาดจะทำให้ต้นทุนการจ้างงานเพิ่มขึ้น ดังนั้นผู้ประกอบการจะต้องวางแผนแต่เนิ่นๆ โดยพิจารณาเทคโนโลยีที่ช่วย ในขณะเดียวกันต้องเร่งเพิ่มทักษะของลูกจ้างให้สามารถใช้เทคโนโลยีได้ เพื่อบรรเทาปัญหาขาดแคลนแรงงานในอนาคตอันใกล้ 

สำหรับทั้ง 6 เมกะเทรนด์นี้เป็นอีกหนึ่งมุมมองสำหรับผู้ประกอบการให้ได้คิดและพิจารณาลงไปในรายละเอียดเพื่อช่วยให้ท่านได้ไอเดียปรับกลยุทธ์การดำเนินธุรกิจและปรับตัวสินค้าและบริการให้เหมาะสมเพื่อรองรับความต้องการของผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วตาม 6 เมะกะเทรนด์ดังกล่าว...ซึ่งคาดว่าจะมาเร็วกว่าที่เคยเป็นในอดีตครับ...

- ข้อคิดเห็นที่ปรากฎในบทความนี้ เป็นความคิดเห็นของผู้เขียน ซึ่งไม่จำเป็นต้องสอดคล้องกับความคิดเห็นของ TMB Bank แต่อย่างใด –

(เผยแพร่ในหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ คอลัมน์: ยังอีโคโนมิสต์ ฉบับวันที่ 9-11 มกราคม 2563 เขียนโดยนายธรรมทัช ทองอร่าม)

Back