เจาะลึกพิษ “ไวรัสโคโรนา” ฉุดท่องเที่ยวไทยเท่าไหร่กัน

View in PDF

นับตั้งแต่ไวรัสโคโรนาเริ่มแพร่ระบาดจาก เมืองอู่ฮั่น ประเทศจีน ปลายเดือนธันวาคมปีที่แล้ว และขยายเป็นวงกว้างไปตามที่ต่างๆ ของโลก รวมถึงประเทศไทยได้สร้างความตื่นตระหนักอย่างมากจนมีการนำไปเปรียบเทียบกับโรคซาร์สที่ต้นกำเนิดจากจีนเช่นกันที่เกิดขึ้นในปี 2546 ถือเป็น “ประเด็นร้อน” ที่ผมจะนำมาเล่าให้ฟัง ซึ่งจะ “วิเคราะห์ เจาะลึก” ผลกระทบต่อภาคการท่องเที่ยวไทยว่า ไวรัสโคโรนาจะ “กระทบเท่าไหร่ กระทบธุรกิจอะไร กระทบที่ไหน และกระทบผู้ประกอบการกลุ่มใด”

เริ่มจาก...ศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจ ทีเอ็มบี ประเมินว่าความรุนแรงต่อภาคการท่องเที่ยวไทยจากไวรัสโคโรนาอยู่ที่ 70% ของกรณีโรคระบาดซาร์ส เนื่องจากเชื่อว่าการดำเนินการที่รวดเร็วและเข้มงวดของรัฐบาลจีนในการป้องกันและควบคุมโรคไม่ให้แพร่กระจาย ทำให้คาดว่าผลกระทบจากไวรัสในครั้งนี้จะอยู่ในวงจำกัด โดยจะส่งผลกระทบต่อภาคการท่องเที่ยวของไทยหนักสุดในไตรมาสแรกซึ่งเป็นฤดูกาลท่องเที่ยวเทศกาลตรุษจีน ทำให้ภาพรวมจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติโดยรวมทั้งปี 2563 จะอยู่ที่ 38.7 ล้านคนและรายได้ภาคการท่องเที่ยวและธุรกิจเกี่ยวข้องจะลดลงกว่า 1 แสนล้านบาทหรือคิดเป็น 0.7% ของจีดีพี

หากประเมิน...จำนวนเงินที่ลดหายไปกว่า 1 แสนล้านบาทนั้นว่าจะกระทบต่อภาคธุรกิจท่องเที่ยวใดบ้าง เราต้องดูสัดส่วนค่าใช้จ่ายท่องเที่ยวของชาวจีนที่เที่ยวไทยว่า “เขาใช้จ่ายด้านใดบ้าง” ซึ่งก็พบว่า 27%ใช้จ่ายด้านค่าที่พักโรงแรม 27%ใช้ด้านการช้อปปิ้ง 18%ใช้ด้านอาหารและเครื่องดื่ม ที่เหลืออีกประมาณ 28%ใช้จ่ายเกี่ยวกับกิจกรรมการท่องเที่ยวอื่นๆ เช่น ค่าเดินทาง ค่าชมสถานที่ท่องเที่ยว ดังนั้นเมื่อคิดเป็นเม็ดเงิน 1 แสนล้านบาทที่ภาคการท่องเที่ยวจะได้รับผลกระทบจากไวรัสโคโรนาจะพบว่า เม็ดเงิน 2.84 หมื่นล้านบาทจะตกแก่ธุรกิจโรงแรมเช่นเดียวกันกับเม็ดเงิน 2.84 หมื่นล้านจะตกแก่ธุรกิจค้าปลีกซึ่งได้แก่ ห้างสรรพสินค้า และเม็ดงิน 1.8 หมื่นล้านบาทจะตกแก่ธุรกิจภัตตาคารและร้านอาหาร ดังนั้นหากรวมผลกระทบไวรัสโคโรนาต่อภาคการท่องเที่ยวไทยใน 3 ธุรกิจหลักของภาคการท่องเที่ยว ได้แก่ ธุรกิจโรงแรม ธุรกิจค้าปลีก และภัตตาคารและร้านอาหารจะพบว่า ส่งผลต่อภาคการท่องเที่ยวรวมกว่า 7.2 หมื่นล้านบาท

ถามว่า...พื้นที่ใดที่ได้รับผลกระทบต้องไปดูสถานที่ที่ชาวจีนนิยมเดินทางมาเที่ยวในไทย โดยทั่วไปชาวจีนเดินทางมาไทยเกือบ 100% ผ่านทางเครื่องบิน ดังนั้นเราจึงหยิบข้อมูลตรวจคนเข้าเมือง (ตม.) ของสนามบิน เราก็พบว่า ปีหนึ่งๆ ชาวจีนเดินทางมาไทยกว่า 10 ล้านคน โดยชาวจีนเดินทางเข้าสนามบินของไทยที่มากที่สุด คือ สนามบินสุวรรณภูมิ รองลงมา คือ สนามบินดอนเมือง สนามบินภูเก็ต สนามบินเชียงใหม่ สนามบินกระบี่ ตามลำดับ และถ้าเราอยากทราบว่าจะกระทบต่อรายได้ของจังหวัดนั้นๆ กี่มากน้อย เราก็นำจำนวนนักท่องเที่ยวจีนเทียบกับนักท่องเที่ยวต่างชาติรวมในสนามบินนั้นๆ เราก็จะพอเห็นภาพ “สัดส่วนชาวจีนนิยมเดินทางมาสนามบินอะไร” ซึ่งจะทำให้เราประเมินผลกระทบต่อรายได้ในพื้นที่นั้นได้ จะเห็นว่า จังหวัดที่มีชาวจีนนิยมบินมาท่องเที่ยวเยอะเป็นสัดส่วนที่สูงเมื่อเทียบกับนักท่องเที่ยวชาติอื่นภาพรวม คือ เชียงใหม่ กระบี่ ภูเก็ต กรุงเทพ สมุย ภูเก็ต และชลบุรี (ตามภาพ)

ไวรัสโคโรนา...จะกระทบรายได้การท่องเที่ยวจังหวัดใดมากที่สุด เราก็นำข้อมูลรายได้จากการท่องเที่ยวจากนักท่องเที่ยวต่างชาติรายจังหวัดมาพิจารณา ซึ่งมีเก็บอยู่แล้วที่กรมการท่องเที่ยว ซึ่งเมื่อนำสัดส่วนชาวจีนต่อนักท่องเที่ยวต่างชาติรวมที่ผ่าน ตม.แต่ละสนามบินมาคำนวณ เราก็จะสามารถประเมินผลกระทบไวรัสโคโรนาต่อรายได้การท่องเที่ยวในพื้นที่นั้นๆ ได้ ซึ่งเราจะพบว่า จังหวัดที่ได้รับผลกระทบจากไวรัสโคโรนามากที่สุดจะอยู่ในพื้นที่ที่นักท่องเที่ยวจีนนิยมท่องเที่ยว  7 จังหวัดหลัก ได้แก่ กรุงเทพฯ (32%) ภูเก็ต (29%) ชลบุรี (14%) กระบี่ (7%) สุราษฎร์ธานี (7%) เชียงใหม่ (5%) และพังงา (2%)

สำคัญ...ต้องวิเคราะห์ผลกระทบต่อธุรกิจซึ่งเราพบว่า ธุรกิจที่ได้รับผลกระทบโดยตรงคือ ธุรกิจโรงแรม ซึ่งมีผู้ประกอบการโรงแรมอยู่ในข่ายได้รับผลกระทบกว่า 7,500 รายทั่วประเทศ ซึ่งกว่า 65% ตั้งอยู่ใน 7 จังหวัดท่องเที่ยวหลักของชาวจีนที่กล่าวมาแล้วข้างต้น ในขณะที่ ธุรกิจภัตตาคาร ร้านอาหารและอื่นๆ คาดว่าจะได้รับผลกระทบบ้างแต่ไม่มากนัก เนื่องจากส่วนใหญ่เป็นเชนธุรกิจของผู้ประกอบการชาวจีน ซึ่งเมื่อพิจารณาจะพบว่า รายได้ของธุรกิจโรงแรมที่ลดลง 2.84 หมื่นล้านบาท ส่วนใหญ่เป็นของผู้ประกอบการธุรกิจโรงแรมขนาดกลางซึ่งคาดว่าจะมีรายได้ลดลงถึง 49% ของผลกระทบรวม รองลงมาเป็น ธุรกิจโรงแรมขนาดเล็ก 31% และธุรกิจโรงแรมขนาดใหญ่ 20% ตามลำดับ

ดังนั้น สรุปผลการวิเคราะห์ข้างต้น ทำให้เราทราบว่า ไวรัสโคโรนากระทบต่อรายได้ท่องเที่ยวกว่า 1 แสนล้านบาท และหากคำนวณผลกระทบต่อ 3 ธุรกิจท่องเที่ยวหลัก ได้แก่  ธุรกิจโรงแรม ธุรกิจค้าปลีก และภัตตาคารและร้านอาหาร จะพบว่าได้ส่งผลกระทบถึง 7.2 หมื่นล้านบาท โดยพื้นที่ใดได้รับผลกระทบหลัก 7 จังหวัดหลัก ได้แก่ กรุงเทพฯ ภูเก็ต ชลบุรี กระบี่ สุราษฎร์ธานี เชียงใหม่ และพังงา โดยในพื้นที่ดังกล่าวมีผู้ประกอบการธุรกิจโรงแรมที่ได้รับผลกระทบโดยตรงคิดเป็น 65%ของผู้ประกอบการโรงแรมทั่วประเทศ 7,500 ราย ซึ่งส่วนใหญ่เป็นธุรกิจขนาดกลางและธุรกิจขนาดเล็ก

มาถึงตรงนี้ ผมคิดว่าทุกท่านคงพอมองภาพผลกระทบไวรัสโคโรนาต่อภาคการท่องเที่ยวไทยจากข้อมูลที่นำมาเสนอมาทั้งหมดไม่มากก็น้อย จากนี้...เพื่อนร่วมชาติทุกท่านมาช่วยกันคิดและวิพากษ์ต่อครับว่า เราจะร่วมมือกันแก้ไขและหาทางออกเพื่อบรรเทาผลกระทบต่อภาคการท่องเที่ยวไทยของเราอย่างไรครับ

- ข้อคิดเห็นที่ปรากฎในบทความนี้ เป็นความคิดเห็นของผู้เขียน ซึ่งไม่จำเป็นต้องสอดคล้องกับความคิดเห็นของ TMB Bank แต่อย่างใด –

(เผยแพร่ในหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ คอลัมน์: ยังอีโคโนมิสต์ ฉบับวันที่ 6-8 กุมภาพันธ์ 2563 เขียนโดยนายธรรมทัช ทองอร่าม)

Back