ประเมินแนวโน้มธุรกิจด้วย ROE

View in PDF

อัตราผลตอบแทนต่อส่วนของผู้ถือหุ้น หรือ Return on Equity (ROE) เป็นหนึ่งในอัตราส่วนทางการเงินยอดนิยมที่ใช้ประเมินทิศทางธุรกิจว่า “ผู้ประกอบการหรือนักลงทุนลงทุนไปแล้วจะได้ผลตอบแทนกลับมาชดเชยกับเงินที่ลงทุนไปมากน้อยเพียงใด” โดยมีสูตรทางคณิตศาสตร์ คือ ROE = (กำไรสุทธิ / ส่วนของผู้ถือหุ้น)x100 อธิบายเป็นภาษาชาวบ้าน คือ เงินลงทุน 100 บาทของเราที่ลงไป สร้างผลตอบแทนได้กี่บาท โดยทั่วไปหากเงินลงทุนของเรา 100 บาทสามารถสร้างกำไรยิ่งได้มากเท่าไหร่ ก็ยิ่งคุ้ม เพื่อให้เห็นประโยชน์ของ ROE ผู้เขียนขอหยิบข้อมูลงบการเงินบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) มาวิเคราะห์แนวโน้มการดำเนินธุรกิจภาพรวมของประเทศไทยที่ผ่านมาว่ามีทิศทางอย่างไร

จากข้อมูลบริษัทฯ จดทะเบียนใน ตลท. จะพบว่าแนวโน้ม ROE จำนวน 457 บริษัท (ไม่รวมธุรกิจการเงิน) พบว่าภาพรวม ROE ของบริษัทฯ ใน ตลท. ในปี 2559 อยู่ที่ 11% ปรับตัวดีขึ้นมากกว่า 2 ปีที่ผ่านที่ภาพรวมอยู่ที่ประมาณ 9% แม้ว่า ROE จะดีขึ้น แต่ก็ยังต่ำกว่าช่วงปี 2552-2556 ที่อยู่ในระดับ 12-16% ซึ่งเมื่อพิจารณาดูแนวโน้ม ROE เป็นรายกลุ่มธุรกิจจะพบว่า ธุรกิจที่แนวโน้ม ROE ดีขึ้น ได้แก่ สินค้าทรัพยากรธรรมชาติ สินค้าอุตสาหกรรม สินค้าบริการ สินค้าอุปโภคบริโภค และธุรกิจที่มีแนวโน้ม ROE ทรงตัว ได้แก่ อสังหาริมทรัพย์และก่อสร้าง สินค้าเกษตรและอาหาร ในขณะที่ธุรกิจที่แนวโน้ม ROE ชะลอตัว ได้แก่ สินค้าเทคโนโลยี

นอกจากอัตราส่วน ROE จะชี้วัดถึงเงินลงทุนที่ลงไปได้ผลตอบแทนกลับมาเท่าไหร่ อัตราส่วน ROE ยังสามารถใช้ในการวิเคราะห์เจาะลึกขยายเพิ่มเติมได้ว่า อัตราผลตอบแทนที่เติบโตหรือลดลงมาจากปัจจัยอะไร ด้วยการวิเคราะห์ผ่าน DuPont Analysis ที่มีสูตรสำเร็จ ดังนี้ ROE =  อัตรากำไรสุทธิ (Net Profit Margin) x อัตราการหมุนของสินทรัพย์รวม (Total Asset turnover) x อัตราการก่อหนี้ (Financial Leverage) โดย “อัตรากำไรสุทธิ” จะเป็นตัวแทนของความสามารถในการทำรายได้หรือการลดค่าใช้จ่าย “อัตราการหมุนของสินทรัพย์รวม” จะเป็นตัวแทนของการบริหารสินทรัพย์มีประสิทธิภาพหรือไม่ และ “อัตราการก่อหนี้” เป็นตัวแทนของบริษัทฯ ก่อหนี้เพื่อสร้างรายได้มากน้อยเพียงใด เรามาเจาะลึกอะไรเป็นสาเหตุทำให้ ROE ของธุรกิจใน ตลท. “เติบโต ทรงตัว ชะลอตัว” ผ่านการวิเคราะห์อัตราส่วนทางเงินทั้งสามตัวกันต่อครับ

อัตราส่วนตัวแรก “อัตราส่วนกำไรสุทธิ” จะพบว่าปรับตัวเพิ่มขึ้นในทุกกลุ่มสินค้า ยกเว้นกลุ่มสินค้าเทคโนโลยีเท่านั้นที่อัตรากำไรสุทธิปรับตัวลดลง เนื่องจากได้รับผลกระทบจาการส่งออกที่หดตัวทำให้ยอดขายลดลง เมื่อพิเคราะห์การเติบโตของ ROE ที่ดีขึ้นของบริษัทจดทะเบียนใน ตลท. โดยภาพรวมนั้น ชี้ว่าภาพรวมของบริษัทฯ ใน ตลท. ต่างใช้ความพยายามในการเพิ่มรายได้และลดค่าใช้จ่ายลง ทำให้อัตรากำไรสุทธิปรับตัวเพิ่มขึ้น นับเป็นทิศทางที่ดีของการบริหารรายได้และต้นทุนของผู้ประกอบการ

อัตราส่วนตัวถัดไป “อัตราการหมุนของสินทรัพย์รวม” การตีความหมายของอัตราส่วนนี้ คือ บริษัทฯ ใช้สินทรัพย์ของกิจการในการสร้างรายได้มากน้อยเพียงใด หากอัตราส่วนนี้มีแนวโน้มสูงขึ้นเป็นข้อบ่งชี้ว่า กิจการมีการใช้สินทรัพย์สร้างรายได้อย่างมีประสิทธิภาพ ในทางตรงกันข้ามหากอัตราส่วนนี้มีแนวโน้มตกต่ำลงไป ก็บ่งชี้ว่ากิจการใช้สินทรัพย์อย่างไม่มีประสิทธิภาพ ทั้งนี้พบว่า อัตราการหมุนสินทรัพย์รวมของบริษัทฯ ใน ตลท. ส่วนใหญ่มีทิศทางชะลอตัวในเกือบทุกกลุ่มธุรกิจ ซึ่งแน่นอนว่าจะเป็นตัวฉุดรั้งทำให้ ROE ถดถอยลง

มาถึงอัตราส่วนตัวสุดท้าย “อัตราการก่อหนี้” การก่อหนี้มีทั้งข้อดีและข้อเสีย กล่าวคือ หากก่อหนี้มาดำเนินธุรกิจในระดับที่เหมาะสมก็จะทำให้กิจการมีเงินทุนที่สามารถนำไปต่อยอดสร้างรายได้เพิ่มขึ้น แต่หากกิจการมีการก่อหนี้มากเกินไป ก็จะทำให้มีต้นทุนทางการเงินสูงขึ้น เมื่อไม่สามารถสร้างยอดขายได้ตามต้นทุนที่เพิ่มขึ้นก็อาจทำให้กิจการล้มละลายได้ ทั้งนี้ อัตราส่วนการก่อหนี้ของบริษัทฯ ใน ตลท. ส่วนใหญ่ อยู่ในระดับทรงตัว และไม่สูงนัก มีเพียงสินค้าเกษตรและอาหาร และสินค้าเทคโนโลยีเท่านั้น ที่มีอัตราการก่อหนี้มีทิศทางเพิ่มขึ้น อย่างไรก็ดี บริษัทฯ ใน ตลท. ยังสามารถเพิ่ม ROE ได้อีกผ่านการก่อหนี้ในการสร้างรายได้ให้เพิ่มขึ้น เพราะภาพรวมการก่อหนี้ของบริษัทฯ ใน ตลท. ส่วนมากยังไม่น่าห่วงเนื่องจากอัตราส่วนหนี้สินรวมต่อส่วนของผู้ถือหุ้นรวม (DE ratio) ยังต่ำกว่า 2 เท่า ดังนั้น หากกิจการมองเห็นโอกาสทางธุรกิจก็ควรพิจารณาก่อหนี้เพื่อสร้างรายได้เพื่อนำไปสู่การเพิ่ม ROE

กล่าวโดยสรุป การประเมินธุรกิจใน ตลท. ด้วยการวิเคราะห์ ROE ทำให้เราเห็นแนวโน้มธุรกิจภาพรวมของประเทศไทยว่า เริ่มมีทิศทางที่ดีขึ้น เนื่องจากอัตรากำไรสุทธิมีแนวโน้มดีขึ้น โดยมีสาเหตุมาจากการที่บริษัทฯ ต่างพยายามเพิ่มยอดขายและลดต้นทุนลง คาดว่า จากนี้อัตรากำไรสุทธิจะปรับตัวดีขึ้น เนื่องจากเศรษฐกิจโลกเริ่มฟื้นตัว ทำให้การส่งออกเริ่มกลับมาเป็นบวก ในขณะที่เศรษฐกิจในประเทศผ่านจุดต่ำสุดไปแล้ว โดยอยู่ในช่วงที่ค่อยๆ ฟื้นตัว ซึ่งจะส่งผลทำให้การรักษาระดับอัตรากำไรสุทธิให้เพิ่มขึ้นในระยะต่อไปไม่น่าจะใช่เรื่องยาก

อย่างไรก็ดี บริษัทฯ ใน ตลท. มีจุดอ่อนอยู่ที่การใช้สินทรัพย์ของกิจการเพื่อสร้างรายได้ยังทำได้ไม่ค่อยดีนัก ฉะนั้น บริษัทฯ มีความจำเป็นที่จะต้องปรับปรุงการบริหารสินทรัพย์ให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น ยกตัวอย่าง การบริหารสินทรัพย์อย่างมีประสิทธิภาพ กรณีหากเป็นสินทรัพย์หมุนเวียน เช่น ลูกหนี้การค้า กิจการจะต้องมีระบบการบริหารจัดการลูกหนี้ที่รัดกุม มีระบบการวิเคราะห์เครดิตของลูกค้าและให้เครดิตลูกหนี้การค้าอย่างเหมาะสม เพื่อหลีกเลี่ยงความเสี่ยงที่ลูกหนี้จะเบี้ยวหนี้ สำหรับกรณีการบริหารสินทรัพย์ถาวรอย่างมีประสิทธิภาพ เช่น เครื่องจักร หากพบว่าไลน์การผลิตเดิมมีความล้าสมัยไม่เป็นที่นิยมของผู้บริโภค เพราะใช้มานานแล้ว อาจต้องพิจารณาปรับเปลี่ยนเครื่องจักรใหม่มาทดแทน ซึ่งเครื่องจักรใหม่นั้นจะต้องมีประสิทธิภาพและประหยัด เพื่อจะได้ผลิตสินค้าได้ตรงตามความต้องการของผู้บริโภค ซึ่งหากบริหารสินทรัพย์อย่างมีประสิทธิภาพก็จะทำให้ ROE ปรับเพิ่มขึ้น
และผลสรุปในส่วนสุดท้ายคือ อัตราการก่อหนี้ของบริษัทฯ ใน ตลท. ยังไม่สูงนัก หากกิจการมีโอกาสในการสร้างรายได้จากการดำเนินธุรกิจก็ควรพิจารณาก่อหนี้เพิ่มขึ้น จะเห็นว่าการกำหนดกลยุทธ์ที่จะทำให้อัตราผลตอบแทบแทนต่อส่วนของผู้ถือหุ้นหรือ ROE เพิ่มขึ้นได้นั้น บริษัทฯ จะต้องท่องคาถา “เพิ่มอัตรากำไรสุทธิ เพิ่มการหมุนเวียนสินทรัพย์ และเพิ่มการก่อหนี้อย่างเหมาะสม”

 

- ข้อคิดเห็นที่ปรากฎในบทความนี้ เป็นความคิดเห็นของผู้เขียน ซึ่งไม่จำเป็นต้องสอดคล้องกับความคิดเห็นของ TMB Bank แต่อย่างใด –
(เผยแพร่ในหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ คอลัมน์: ยังอีโคโนมิสต์ ฉบับวันที่ 29 มิถุนายน – 1 กรกฎาคม และ 2 - 5 กรกฎาคม 2560 เขียนโดยนายธรรมทัช ทองอร่าม)

Back