มองทิศทางราคายางพารา...แล้วหันมาประเมินผลกระทบต่อไทย (2)

View in PDF

จากบทความ “มองทิศทางราคายางพารา...แล้วหันมาประเมินผลกระทบต่อไทย (ตอนที่ 1)”  ในฉบับก่อน เราได้ทำการวิเคราะห์แนวโน้มราคายางพาราในอีก 1-2 ปีข้างหน้า โดยผลการศึกษาได้ข้อสรุปว่า “แนวโน้มราคายางพาราแผ่นดิบจะยังคงมีทิศทางทรงตัวในระดับต่ำใกล้เคียงกับปีก่อน” (ท่านสามารถอ่านย้อนหลังได้ คอลัมน์ Young Economist นสพ.ฐานเศรษฐกิจ ฉบับที่ 3130 วันพฤหัสบดีที่ 11 – เสาร์ที่ 13 กุมภาพันธ์ 2559) มาฉบับนี้ เราจะมาเจาะลึกต่อไปว่า แนวโน้มราคายางพาราที่ทรงตัวในระดับต่ำเช่นนี้ ผลกระทบจะตกอยู่ที่ใคร? และสุดท้ายประเทศไทยจะมีแนวทางในการออกจากปัญหาได้อย่างไร?

โดยในการวิเคราะห์ผลกระทบว่าจะตกอยู่กับใคร? จะประเมินตามซัพพลายเชนของผู้ที่มีเกี่ยวข้องกับยางพาราตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ ขอเริ่มจาก...ผู้ผลิตที่อยู่ในซัพพลายเชน “ต้นน้ำ” คือ “ชาวสวนยางพารา” ถือว่าเป็นกลุ่มที่ได้รับผลกระทบทางลบมากที่สุด เนื่องจากทิศทางราคายางพาราในอีก 1-2 ปีข้างหน้า มีแนวโน้มอยู่ในระดับต่ำประมาณ 45-50 บาท/กิโลกรัม แต่ชาวสวนยางพารามีต้นทุนในการเพาะปลูกยางพารา ได้แก่ ค่าบุกเบิกที่ดิน ค่าปรับพื้นดิน ค่าขุดหลุมสำหรับลงต้นยาง ค่าพันธุ์ยาง ค่าปุ๋ย ค่าแรง และค่าเสียโอกาส ฯลฯ เฉลี่ยอยู่ที่ 65 บาท/กิโลกรัม (ที่มา: สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (2556)) ซึ่งเราจะเห็นว่าชาวสวนยางพารามีต้นทุนการผลิตที่สูงกว่าราคาที่คาดว่าจะขายได้ ทำให้มีแนวโน้มต้องเผชิญกับการขาดทุนต่อไป

ต่อมา...ผู้ประกอบการที่อยู่ในซัพพลายเชน “กลางน้ำ” คือ “ผู้ค้า/ผู้ส่งออก” ได้แก่ ผู้ซื้อน้ำยางพารา ยางพาราแผ่นแห้ง ยางพาราก้อนถ้วย และเศษยางพาราจากชาวสวนยางพารา แล้วนำไปแปรรูปเป็นยางแท่ง ยางแผ่นรมควัน จากนั้นนำไปขายและ/หรือส่งออกให้กับผู้ผลิตสินค้าที่ใช้ยางพาราเป็นวัตถุดิบ จะพบว่าผลกระทบของกลุ่มนี้ จะขึ้นอยู่กับการบริหารจัดการสต็อกยางพาราที่รับซื้อมาจากชาวสวนยาง เนื่องจากลักษณะการดำเนินธุรกิจของผู้ค้า/ผู้ส่งออกจะเป็นพ่อค้าคนกลางที่ “ซื้อมาขายไป” ดังนั้น ในยามที่ทิศทางราคายางพาราตกต่ำก็สามารถดำเนินกลยุทธ์เน้นการขายปริมาณมากๆ ไม่เก็บสต็อกไว้เพื่อการเก็งกำไร วิธีนี้แม้ว่าจะได้มาร์จิ้น ต่อหน่วยการขายต่ำ แต่ก็สามารถลดความเสี่ยงด้านราคาลงไปได้ ซึ่งในปี 2558 ที่ผ่านมา เราจะเห็นว่าความต้องการยางพาราของไทยในตลาดโลกยังคงมีอยู่ แม้ว่าราคายางพาราจะลดลง แต่หากพิจารณาปริมาณการส่งออกยางพาราของไทยพบว่า มีปริมาณส่งออกถึง  3.75 ล้านตัน หรือ ลดลงเพียง 0.6% เท่านั้น ชี้ว่าผู้ค้า/ผู้ส่งออกไทยยังมีคงโอกาสในการส่งออกอยู่ แต่จำเป็นต้องมีการบริหารสต็อกยางพาราที่ซื้อมาอย่างมีประสิทธิภาพ

มาถึง...กลุ่มสุดท้าย ผู้ประกอบการที่อยู่ “ปลายน้ำ” ของซัพพลายเชน คือ ผู้ผลิตสินค้าที่ใช้ยางพาราเป็นวัตถุดิบในการผลิต ได้แก่ ล้อรถยนต์ ชิ้นส่วนยานยนต์ ถุงมือยาง ถุงยางอนามัย ฯลฯ เราจะพบว่าสินค้าเหล่านี้ ราคาขายจะไม่อ่อนไหวต่อราคายางพาราที่ลดลง เนื่องจากการผลิตใช้เครื่องจักรและเทคโนโลยีสูง มีการสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับสินค้า จึงทำให้ราคาขายของสินค้าค่อนข้างคงที่ ดังนั้น ในยามที่ราคายางพาราตกต่ำจึงไม่ส่งผลกระทบต่อผู้ผลิตสินค้าที่อยู่ในปลายน้ำ แต่จะส่งผลดีด้านต้นทุนการผลิตที่ต่ำลง ทำให้กิจการมีมาร์จิ้นจากการขายต่อหน่วยที่เพิ่มขึ้น

จากการวิเคราะห์ผลกระทบตามซัพพลายเชนข้างต้นจะพบว่า กลุ่มที่ได้รับผลกระทบทางลบมากที่สุด คือ “ชาวสวนยางพารา” รองลงมา คือ “กลุ่มผู้ค้า/ผู้ส่งออก” อย่างไรก็ดี หากกลุ่มนี้มีการบริหารจัดการสต็อกยางพาราที่รับซื้อมาอย่างมีประสิทธิภาพก็จะช่วยบรรเทาผลกระทบลงไปได้ ในขณะที่ “กลุ่มผู้ผลิตสินค้าที่ใช้ยางพาราเป็นวัตถุดิบ” ถือว่าเป็นกลุ่มที่ไม่ได้รับผลกระทบด้านลบ แต่กลับได้ผลประโยชน์ด้านต้นทุนการผลิตที่ลดลง เราคงจะเห็นภาพอย่างชัดเจนแล้วว่า กลุ่มคนที่ต้องเข้ามาให้ความช่วยเหลือมากที่สุด คือ “ชาวสวนยางพารา” เนื่องจากมีต้นการผลิตที่สูงกว่าราคาที่ขายได้ และยังไม่สามารถส่งผ่านต้นทุนการผลิตไปยังราคาขายได้ภายใต้กลไกตลาด ซึ่งวิธีการเข้าไปช่วยเหลือ คือ จะต้องทำให้ราคายางพาราอยู่สูงกว่าต้นทุนการผลิต ทั้งนี้ ทางออกในการแก้ปัญหาประกอบไปด้วย 3 ส่วนหลัก คือ

ส่วนที่หนึ่ง...จำเป็นต้องลดต้นทุนการผลิตของชาวสวนยางพาราลง โดยหน่วยงานของภาครัฐจะต้องเข้ามาช่วยเหลือ พร้อมทั้งให้ความรู้แก่ชาวสวนยาง ถือว่าเป็นวิธีการที่สามารถดำเนินการได้ทันที  อาทิเช่น การช่วยเหลือด้านต้นทุนปุ๋ยเคมี โดยการจัดสรรงบประมาณช่วยเหลืออย่างต่อเนื่อง รวมถึงส่งเสริมให้ชาวสวนยางผลิตปุ๋ยอินทรีย์เพื่อใช้เอง ซึ่งจะช่วยลดต้นทุนการผลิตลงได้อีกทางหนึ่ง

ส่วนที่สอง...ต้องจัดการระบบกลไกตลาดโลกให้เกิดความสมดุล สามารถดำเนินการผ่านสองช่องทาง “ช่องทางแรก” คือ ดำเนินการระดับไตรภาคีในกลุ่มผู้ผลิตยางพารารายใหญ่ของโลก ได้แก่  ไทย อินโดนีเซีย และมาเลเซีย ในการกำหนดเป้าหมายการผลิตและการส่งออกของกลุ่มไตรภาคีให้อยู่ในปริมาณที่เหมาะสม เพื่อช่วยพยุงราคายางพาราไม่ให้ตกต่ำ โดยต้องมีการเจรจาหารือกับกลุ่มไตรภาคีอย่างใกล้ชิด “ช่องทางที่สอง” คือ ต้องระบายสต็อกยางพาราของไทยที่มีอยู่ในปัจจุบันกว่า 6.4 แสนตันออกไป ด้วยการนำมาใช้เองในประเทศ อาทิ สนับสนุนให้นำยางพารามาทำสนามกีฬาของโรงเรียนทั้งประเทศ สนับสนุนให้นำยางพารามาผสมกับยางแอสฟัลท์ (ยางมะตอย) แล้วนำไปก่อสร้างหรือซ่อมแซมบำรุงถนน ซึ่งงานศึกษาของกรมวิชาการเกษตรพบว่า ถนนที่สร้างจากส่วนผสมยางพารากับยางแอสฟัลท์จะมีความทนทานมากกว่าการสร้างถนนที่ใช้เพียงยางแอสฟัลท์เพียงชนิดเดียวโดยจะสามารถเพิ่มอายุการใช้งานของถนนได้จาก 5 ปีเป็น 10 ปี หรือเพิ่มขึ้นกว่าสองเท่าตัว ซึ่งในปีหนึ่งๆ กรมทางหลวงและกรมทางหลวงชนบทมีถนนต้องบำรุงซ่อมแซมเป็นจำนวนมาก หากมีการนำยางพาราเข้าไปเป็นส่วนผสมในการสร้างและซ่อมแซมถนน จะก่อให้เกิดผลประโยชน์ได้ถนนที่ทนทาน และยังสามารถเพิ่มดีมานด์ยางพาราในประเทศได้อีกด้วย

และส่วนที่สาม...สร้างมูลค่าเพิ่มแก่สินค้ายางพารา ถือเป็นนโยบายระดับชาติที่ภาครัฐจะต้องผลักดันให้เกิดผู้ผลิตสินค้าที่ใช้วัตถุดิบยางพาราที่ก่อให้เกิดมูลค่าเพิ่ม ไม่ว่าจะเป็นผู้ผลิตยางล้อรถยนต์ ถุงมือยาง ถุงยางอนามัย ชิ้นส่วนยานยนต์ ชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ ฯลฯ โดยให้เกิดนิคมอุตสาหกรรมยางพาราขึ้นมา หรือ ที่เรียกว่า Rubber City ซึ่งตอนนี้ ถือว่ามีความคืบหน้าไปแล้วพอสมควร โดยปัจจุบันการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (กนอ.) ได้ดำเนินการลงนามว่าจ้างการก่อสร้างแล้ว โดยจะมีการก่อสร้างในเขตพื้นที่อุตสาหกรรมภาคใต้ จังหวัดสงขลา โดยการก่อสร้างจะแล้วเสร็จปี 2561 และสามารถรองรับโรงงานได้กว่า 70 โรงงาน โดย กนอ. คาดว่าภายใน 5 ปี หรือ ปี 2564 จะมีเม็ดเงินการลงทุนในนิคมอุตสาหกรรมนี้ไม่ต่ำกว่า 8 พันล้านบาท ซึ่งแน่นอนว่า เมื่อมีการลงทุนเกิดขึ้นในนิคมอุตสาหกรรมยางพารา ก็จะเกิดความต้องการใช้ยางพาราเพื่อนำมาผลิตสินค้า ทำให้ราคายางพารามีทิศทางดีขึ้น อย่างไรก็ดี กว่า Rubber City จะแล้วเสร็จเป็นรูปธรรมอาจต้องใช้ระยะเวลากว่า 5 ปี นั่นหมายความว่า ในช่วงต่อจากนี้ ผู้เกี่ยวข้องในซัพพลายเชนที่เกี่ยวข้องกับยางพาราและภาครัฐจะต้องร่วมกันคิดร่วมกันทำอย่างเข้มข้น เพื่อให้ Rubber City เป็นไปได้ตามฝัน คือ “ชาวสวนยางพาราอยู่ได้ ประเทศชาติมีรายได้จากสินค้าที่มีมูลค่าเพิ่มจากยางพารา”

- ข้อคิดเห็นที่ปรากฎในบทความนี้ เป็นความคิดเห็นของผู้เขียน ซึ่งไม่จำเป็นต้องสอดคล้องกับความคิดเห็นของ TMB Bank แต่อย่างใด –
(เผยแพร่ในหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ คอลัมน์: Young Economist ฉบับวันที่ 17 - 19 มีนาคม 2559 เขียนโดยนายธรรมทัช ทองอร่าม)

Back