Supply Chain Collaboration “ความร่วมมือ คือ ความสำเร็จ” (ตอนที่ 1)

View in PDF

Supply Chain Collaboration “ความร่วมมือ คือ ความสำเร็จ” (ตอนที่ 1)

กระบวนการ “ห่วงโซ่อุปทาน หรือ Supply Chain” คือ การใช้ระบบของหน่วยงาน คน เทคโนโลยี กิจกรรม ข้อมูลข่าวสาร และทรัพยากร มาประยุกต์เข้าด้วยกัน เพื่อการเคลื่อนย้ายสินค้าหรือบริการ จากผู้จัดหาไปยังลูกค้า กิจกรรมของห่วงโซ่อุปทานจะแปรสภาพทรัพยากรธรรมชาติ วัตถุดิบ และวัสดุอื่นๆ ให้กลายเป็นสินค้าสำเร็จ แล้วส่งไปจนถึงผู้บริโภคคนสุดท้าย และไม่ว่าจะธุรกิจการค้าเล็กหรือใหญ่ เป็นผลิตหรือบริการ ล้วนจำต้องเชื่อมโยงกันและกัน หากธุรกิจมี Supply Chain แข็งแกร่งและบริหารจัดการได้เหมาะสม ย่อมจะช่วยเพิ่มขีดความสามารถทางการแข่งขันให้กับกลุ่มธุรกิจหรืออุตสาหกรรมที่อยู่ในวงจรของ Supply Chain นั้นๆ  

ในฉบับนี้ ผมจะนำกระบวนการ Supply Chain ที่สำเร็จมาแสดงให้เห็นว่าขึ้นอยู่กับอะไรเป็นสำคัญ ก่อนอื่นจะขอเล่าเรื่องต้นแบบรูปแบบ Supply Chain ของสหรัฐอเมริกา ญี่ปุ่น และจีน มีความแตกต่างกันอย่างไร และในส่วนสุดท้าย จะนำเสนอว่ามีแนวทางอะไรบ้างที่เป็นปัจจัยความสำเร็จของ Supply Chain ขอเริ่มจากรูปแบบ Supply Chain ของสหรัฐอเมริกา ญี่ปุ่น และจีน ที่สรุปจากงานวิจัยเรื่อง “Analysis and application of modern supply chain in China” (2019) เขียนโดย Lihua, Yi Lu and Rui Zhao ดังนี้

รูปแบบ Supply Chain ในสหรัฐอเมริกา หัวใจสำคัญจะอยู่ที่ “การเชื่อมโยงผู้ผลิต (suppliers) และความต้องการของผู้บริโภค (consumers) อย่างบูรณาการ ด้วยการสร้างความสมดุลการบริหารภายในห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain Management: SCM) กับความพึงพอใจของผู้บริโภค (Customer Satisfaction) เป็นสำคัญ” ทั้งนี้ จะจัดสรรผลประโยชน์ร่วมกัน แชร์ความสนใจในข้อมูลทางธุรกิจที่เกี่ยวข้อง และการจัดสรรทรัพยากรที่มีความสำคัญต่อการดำเนินธุรกิจของผู้ที่อยู่ใน Supply Chain ทราบ เพื่อประโยชน์ในการพัฒนาสินค้าและนวัตกรรม ดังนั้นรูปแบบ Supply Chain ของสหรัฐอเมริกาจึงมีต้นทุนค่อนข้างสูงเพราะต้องเชื่อมโยงข้อมูลด้วยกันในหลายภาคส่วน ซึ่งทำให้มีความจำเป็นต้องแจกแจงขอบเขตการแลกเปลี่ยนข้อมูลและการจัดสรรทรัพยากรร่วมกัน เพื่อแบ่งขั้นตอนการทำงานที่ชัดเจน เกิดความโปร่งใสของการทำงานร่วมกัน ดังนั้น จึงใช้กระบวนการเชื่อมโยงการผลิตและการค้าด้วยการทำสัญญาทางธุรกิจเป็นหลัก (Contract)

รูปแบบ Supply Chain ในญี่ปุ่น บริษัทส่วนใหญ่ในญี่ปุ่นมีความเชื่อว่า “กิจการจะไม่สามารถแข่งขันในระยะยาวได้ด้วยการแข่งขันกันเอง แต่จะสามารถแข่งขันและดำรงอยู่ด้วยกันโดยการร่วมมือแบบ Supply Chain”  ดังนั้น กิจการในญี่ปุ่นจะเน้นการพัฒนาขีดความสามารถของธุรกิจหลัก (Core Competency) โดยเชื่อมโยงการใช้แหล่งทรัพยากรที่อยู่ทั่วโลก (Global Outsourcing) และขับเคลื่อนธุรกิจด้วยการสร้างพันธมิตรเชิงกลยุทธ์ (Strategic Alliances) โดย Supply Chain ของญี่ปุ่น จะใช้การบริหารแบบใช้ “องค์กร” เป็นตัวขับเคลื่อนภาพรวมของธุรกิจที่อยู่ใน Supply Chain เดียวกัน โดยบริษัทขนาดใหญ่จะเป็นแกนกลางและมีอำนาจในการควบคุมกลยุทธ์ของกลุ่มธุรกิจ และจะแบ่งการทำงานเป็นระบบขั้นตอน ให้บริษัทลูกทำงานภายใต้กรอบแนวทางเดียวกันทั้งการจัดการผลิต การจัดสรรทรัพยากรต่าง ๆ ดังนั้น Supply Chain ของญี่ปุ่น มักจะมีการแบ่งระดับการผลิตออกเป็น Tier 1, Tier 2 อย่างชัดเจน ทั้งนี้ การบริหารจัดการ Supply Chain เป็นการเชื่อมโยงกันด้วยการยึด “หลักความเชื่อใจและคำมั่นสัญญาต่อกัน (Commitment) ของกิจการที่อยู่ใน Supply Chain เดียวกัน”  ซึ่งเราจะเห็นว่า SCM ในกลุ่มธุรกิจญี่ปุ่น ค่อนข้างมีความเข้มแข็งมาก ยกตัวอย่าง ค่ายรถยนต์ญี่ปุ่นที่มาผลิตในไทย มักจะนำบริษัทลูกมาด้วย และมักจะใช้เครือข่ายสถาบันการเงินที่เป็นญี่ปุ่นด้วยกันเองเช่นกัน

รูปแบบ Supply Chain ในจีน จีนอาศัยความได้เปรียบทางการแข่งขันจากการมีต้นทุนแรงงานและค่าเช่าที่ดินที่ถูก ทำให้ดึงดูดกิจการขนาดใหญ่จากทั่วโลกไปตั้งโรงงานในจีน กิจการในจีนจึงเป็นไปในลักษณะรับจ้างผลิต ในขณะที่ภาครัฐก็มีการสนับสนุนให้กิจการเหล่านั้นรวมกันในเชิงพื้นที่ (Agglomeration) ทางกิจกรรมทางเศรษฐกิจ ตัวอย่าง อุตสาหกรรมไฮเทคในเสิ่นเจิ้น ฯลฯ ดังนั้น การสื่อสารกันระหว่าง Supply Chain จะเป็นลักษณะรับคำสั่งซื้อและทำการผลิตต่อ ทำให้มีจำนวนธุรกิจ SMEs จำนวนมากและแยกกันทำงานตามระดับความเชี่ยวชาญเน้นต้นทุนต่ำสุด อย่างไรก็ตาม จากบริบทการแข่งขันการค้าโลกที่เปลี่ยนแปลงไป การที่กิจการต่าง ๆ ซึ่งมีความได้เปรียบในการรวมตัวกันเชิงพื้นที่อยู่แล้วต่างก็พยายามสร้างความแข็งแกร่งร่วมกัน ด้วยการใช้ระบบการบริหารจัดการด้านการผลิตและการค้าผ่านตัวกลาง (Service Outsourcing  เป็น Third Party) เพื่อให้กิจการที่อยู่ใน Supply Chain สามารถวางแผนการจัดซื้อวัตถุดิบและผลิตสินค้าเพื่อส่งมอบไปสู่ผู้บริโภคได้ในต้นทุนต่ำสุด ดังนั้น การบริหารจัดการ Supply Chain จึงเชื่อมโยงกันด้วยการใช้ทั้งสัญญาการค้ากับบริษัทที่ว่าจ้างและหลักความเชื่อใจในคำมั่นสัญญาต่อกัน (Contract And Commitment) ตามความเหมาะสมกับคู่ค้าของตนเองที่อยู่ในพื้นที่นั้น ๆ

จะเห็นว่า รูปแบบ Supply Chain ของสหรัฐอเมริกา ญี่ปุ่น และจีน จะมีความแตกต่างกันเป็นไปตาม “สภาพแวดล้อมการค้าขายของแต่ละประเทศ (Trading Environment)”  ซึ่งขึ้นอยู่กับกฎหมาย กฎระเบียบ จรรยาบรรณ ศีลธรรมทางธุรกิจและความเชื่อใจระหว่างกัน การจะบอกว่าแบบไหนดีกว่ากัน ก็ไม่สามารถพูดได้ชัดเจน แต่พอจะอนุมานได้เพียงว่า รูปแบบสหรัฐอเมริกาเหมาะกับ Supply Chain ภาคบริการ เนื่องจากกระบวนการมีการคำนึงถึงความพึงพอใจของผู้บริโภคเป็นหลัก ในขณะที่รูปแบบญี่ปุ่นเหมาะกับ Supply Chain ภาคการผลิต เนื่องจากให้อำนาจบริษัทแม่ในการบริหารจัดการต้นทุน การจัดสรรทรัพยากรการผลิตเพื่อบรรลุเป้าหมายร่วมกันของบริษัทลูกที่อยู่ใน Supply Chain เดียวกัน ในขณะที่รูปแบบจีนมีลักษณะแบ่ง Supply Chain เป็นซับย่อยเล็ก ๆ เนื่องจากมีกิจการ SMEs เป็นจำนวนมากทำการรับจ้างผลิต โดยอาศัยความแข็งแกร่งการรวมตัวกันในเชิงพื้นที่ ดังนั้น ความเหมาะสมของ Supply Chain จึงขึ้นอยู่กับพื้นที่นั้น ๆ มีภาคการผลิตหรือภาคบริการอยู่

แม้ว่า Supply Chain แต่ละรูปแบบจะมีความแตกต่างกัน แต่สิ่งที่เหมือนกันคือ ทุกประเทศต่างใช้ความพยายามในการเชื่อมโยง Supply Chain เพื่อประสานผลประโยชน์ร่วมกัน นับเป็นกรณีที่น่าศึกษา ซึ่งผมจะนำมาเล่าให้ฟังว่า “มีปัจจัยอะไรบ้างที่จะทำให้การพัฒนา Supply Chain สำเร็จ” ต่อในฉบับหน้าครับ

 

-ข้อคิดเห็นที่ปรากฎในบทความนี้ เป็นความคิดเห็นของผู้เขียน ซึ่งไม่จำเป็นต้องสอดคล้องกับความคิดเห็นของ TMB Bank แต่อย่างใด –

ผู้เขียน ธรรมทัช ทองอร่าม ผู้เชี่ยวชาญอาวุโส ศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจ ทีเอ็มบี (หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ คอลัมน์ ยังอีโคโนมิสต์ ฉบับวันที่ 17 - 19 ธันวาคม 2563)

Back