ทำไมเศรษฐกิจดี...แต่ยังสงสัย?

View in PDF

ภาวะเศรษฐกิจไทยครึ่งปีแรกขยายตัวกว่า 3.5% ดูเหมือนว่าดัชนีชี้วัดเศรษฐกิจหลายตัวเริ่มมีทิศทางที่ดีขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการส่งออกที่เติบโตอย่างต่อเนื่องครึ่งปีแรกขยายตัวไปกว่า 8% การท่องเที่ยวกลับมาบวกหลังประเด็นทัวร์ศูนย์เหรียญคลี่คลายโดยเจ็ดเดือนแรกขยายตัวไปแล้ว 8% รวมถึงตัวเลขยอดขายรถยนต์ในประเทศที่กลับมาเป็นบวกอีกครั้งหลังสองปีที่ผ่านมาติดลบ โดยครึ่งปีแรกยอดขายขยายตัว 11% จะเห็นว่าตัวเลขชี้วัดเศรษฐกิจเริ่มทยอยดีขึ้น แม้ว่าตัวเลขเศรษฐกิจที่ออกมาจะดีอย่างที่เราเห็น แต่ความรู้สึกของคนโดยทั่วไปก็ยังมีความสงสัย ผมจึงหยิบตัวเลขรายได้ครัวเรือนเฉลี่ยทั้งประเทศที่สำรวจโดยสำนักงานสถิติแห่งชาติมามองในอีกหนึ่งมิติเพื่อคลายข้อสงสัย เพราะรายได้ของภาคครัวเรือนสะท้อนถึงเงินในกระเป๋าของภาคครัวเรือนที่ใช้ในการจับจ่ายใช้สอย ซึ่งชี้ถึง "กำลังซื้อของประชากรโดยรวม" ก่อนที่ลงลึกไปถึงการวิเคราะห์ ผมขอตั้งข้อสมมติฐานว่า "รายได้ทั้งประเทศมีความใกล้เคียงกับตัวเลขจีดีพี" เพื่อให้ตัวเลขจีดีพีสามารถเปรียบเทียบกับรายได้ภาครัวเรือนได้

พอผมกางตัวเลขรายได้ภาคครัวเรือนออกมาดูก็พบว่าเงินในกระเป๋าของภาคครัวเรือนทั้งประเทศในปี 2558 อยู่ที่ 6.9 ล้านล้านบาท พอเอามาเทียบกับตัวเลขจีดีพีในปีเดียวกัน พบว่าเงินในกระเป๋าของภาคครัวเรือนที่สามารถนำมาจับจ่ายใช้สอยคิดเป็นสัดส่วนประมาณครึ่งหนึ่งของจีดีพีรวมทั้งประเทศ ซึ่งประมาณการคร่าวๆ ได้ว่าส่วนที่เหลืออีกครึ่งหนึ่งน่าตกเป็นของภาคธุรกิจ (บริษัท นิติบุคคล ห้างหุ้นส่วนต่างๆ) และอีกส่วนหนึ่งจะตกเป็นรายได้ของภาครัฐ ทั้งนี้ ก่อนที่ผมจะสรุปผล ผมกางตัวเลขรายได้ภาคครัวเรือนออกเป็นรายภูมิภาคเพิ่มเติม และนำมาเทียบเทียบกับจีดีพีรายภูมิภาค เพื่อให้ได้ผลสรุปที่หนักแน่นขึ้น ก็พบสิ่งที่น่าสนใจคือ “ภูมิภาคที่เศรษฐกิจพึ่งพิงรายได้ของภาคธุรกิจในระดับสูง คือ ภาคตะวันออก กรุงเทพและปริมณฑล ในขณะที่ภูมิภาคที่เหลือเศรษฐกิจจะพึ่งพิงรายได้ของภาคครัวเรือนเป็นหลัก”

เอาล่ะ...เรามาหาผลสรุปกัน บทสรุปคือ เครื่องชี้วัดเศรษฐกิจภาครวมที่หน่วยงานของภาครัฐทยอยออกมา ต้องยอมรับว่า “มันเริ่มดีจริง” แต่ว่า...มันยังค่อนข้างกระจุกตัวในบางภาคธุรกิจ ซึ่งได้แก่ การส่งออกและการท่องเที่ยว ในขณะที่การลงทุนและการบริโภคซึ่งเป็นฐานใหญ่ของเศรษฐกิจยังฟื้นตัวไม่เต็มที่ หมายความว่า ผู้ที่ได้รับอานิสงส์จากการทยอยฟื้นตัวในช่วงครึ่งปีแรกก็คือ ภาคธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับการส่งออกและการท่องเที่ยว ซึ่งหากเราดูตัวเลขโครงสร้างรายได้ของเศรษฐกิจภูมิภาคจะเห็นว่า พื้นที่ที่พึ่งพิงรายได้จากภาคธุรกิจเหล่านี้ในระดับสูงอยู่ที่ “ภาคตะวันออก กรุงเทพและปริมณฑล” ดังนั้นเราจะเห็นตัวเลขเศรษฐกิจในพื้นที่เหล่านี้ออกมาค่อนข้างดี ไม่ว่าจะเป็นระดับความเชื่อมั่น และยอดการจับจ่ายใช้สอยที่ดี แน่นอนว่าเราจะไม่ค่อยเห็นคนในพื้นที่ดังกล่าวออกมาสงสัยมากนัก ในขณะที่ภูมิภาคที่เหลือเป็นพื้นที่ที่มีประชากรเยอะ แต่จำนวนธุรกิจไม่มากและส่วนใหญ่เป็นผู้ประกอบการรายเล็ก ทำให้โครงสร้างเศรษฐกิจพึ่งพิงรายได้จากภาคครัวเรือนเป็นหลัก โดยพื้นที่ดังกล่าวมีการพึ่งพิงสินค้าเกษตร ซึ่งจะเห็นว่าราคาสินค้าเกษตรในปีนี้ แม้ไม่ได้เลวร้ายเท่าปีก่อน แต่ก็ยังถือว่าราคาสินค้าเกษตรส่วนใหญ่ยังทรงๆ ทำให้รายได้ของภาคครัวเรือนไม่ขยับมากนัก จึงทำให้คนโดยส่วนใหญ่รู้สึกว่า “ตัวเลขเศรษฐกิจดี แต่ยังสงสัย”

มาถึงตรงนี้ ท่านผู้อ่านคงเห็นพอได้คำตอบจากสิ่งที่ผมนำเสนอ และผมในฐานะผู้ร่วมชะตากรรมกับท่านๆ อยากจะให้กำลังใจทุกท่านนะครับว่า การที่เศรษฐกิจภาพใหญ่ทยอยฟื้นตัวแบบนี้ แม้ว่าอาจจะยังไม่กระจายไปถึงท่านอย่างเต็มที่ แต่ “ก็ถือเป็นสัญญาณที่ดี” เพราะในตำราเศรษฐศาสตร์กล่าวไว้ว่า “ระบบเศรษฐกิจประกอบไปด้วย 4 เครื่องยนต์หลัก ได้แก่ การบริโภค การลงทุน การใช้จ่ายของภาครัฐ และการค้าต่างประเทศ (สินค้าและบริการ)” หากมีเครื่องยนต์ตัวใดตัวหนึ่งดีขึ้นก็จะทำให้เครื่องยนต์ตัวอื่นๆ ดีขึ้นตามมา ซึ่งนักเศรษฐศาสตร์ เรียกว่า ตัวทวีคูณ (Multiplier) ดังนั้น การที่เราเห็นการค้าต่างประเทศดีขึ้น (ส่งออกดีขึ้นและการท่องเที่ยวฟื้นตัว) หมายถึง หนึ่งเครื่องจักรหลักเริ่มติดด้วยตัวมันเอง เราอาจจะต้องรอให้เครื่องจักรนี้สร้างแรงส่งต่อไปยังเครื่องจักรที่เหลือ ผ่านการสร้างกิจกรรมทางเศรษฐกิจอื่นๆ ด้วยกระบวนการการจ้างงานในภาคธุรกิจการส่งออกและการท่องเที่ยวก่อน เพื่อทำให้คนในภาคธุรกิจนั้นมีรายได้ พอมีรายได้ก็จะจับจ่ายใช้สอยสินค้า ก่อให้เกิดความต้องการสินค้าชนิดต่างๆ เพิ่ม พอความต้องการสินค้าชนิดต่างๆ เพิ่ม ก็เกิดการจ้างงานในสินค้าต่างๆ วนไปเรื่อยๆ จนทำให้เครื่องยนต์ส่วนที่เหลือคือ “การบริโภคและการลงทุนดีขึ้นตามมา” ซึ่งกระบวนอาจต้องใช้เวลาในการส่งผ่านบ้าง แต่เมื่อถึงเวลานั้น เราก็เห็น “ตัวเลขเศรษฐกิจดี อย่างไม่สงสัย” ครับ

 

- ข้อคิดเห็นที่ปรากฎในบทความนี้ เป็นความคิดเห็นของผู้เขียน ซึ่งไม่จำเป็นต้องสอดคล้องกับความคิดเห็นของ TMB Bank แต่อย่างใด –

(เผยแพร่ในหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ คอลัมน์: ยังอีโคโนมิสต์ ฉบับวันที่ 31 สิงหาคม – 2 กันยายน 2560 เขียนโดยนายธรรมทัช ทองอร่าม)

Back