เข้าถึงแหล่งเงิน...โจทย์ท้าทายเศรษฐกิจภูมิภาคและ SME

View in PDF

การพัฒนาเศรษฐกิจภูมิภาคและการพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SME) เป็นเป้าหมายที่สำคัญแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 12 และแผนยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี ที่จะนำพาประเทศไปสู่การเป็น “ไทยแลนด์ 4.0” นอกเหนือจากการพัฒนาทรัพยากรบุคคล การพัฒนาเทคโนโลยี  การพัฒนาใน 2 ด้านนี้จะก่อให้เกิดการขยายตัวของ “เศรษฐกิจฐานราก” ซึ่งจะช่วยให้เกิดการกระจายความอยู่ดีกินดีของประชาชนอย่างทั่วถึง และขณะนี้รัฐได้เริ่มดำเนินการแล้วในหลายส่วน อาทิ โครงการพัฒนาผู้ประกอบการ SME รายใหม่ (Start-up) โครงการพัฒนาเศรษฐกิจภูมิภาคใน 18 กลุ่มจังหวัด ฯลฯ

อย่างไรก็ตาม นอกเหนือจากสิ่งที่ภาครัฐทำไปแล้ว ปัจจัยสำคัญอันเป็นกุญแจที่ช่วยส่งเสริมและสนับสนุนให้ผู้ประกอบการ SME ในส่วนภูมิภาคอย่างเป็นรูปธรรม คือ “การเข้าถึงแหล่งเงินทุน” เพราะหากผู้ประกอบการสามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุนได้ง่ายก็หมายถึง “โอกาสที่จะนำเงินไปลงทุนต่อยอดธุรกิจให้เติบโต สิ่งที่ตามมาคือ เกิดการสร้างงาน สร้างรายได้ นำไปสู่การกระจายความมั่งคั่งของเศรษฐกิจส่วนภูมิภาค” ทั้งนี้จากการศึกษาข้อมูลในอดีตในช่วง 2548-2559 พบว่าหากผู้ประกอบการใช้สินเชื่อในการดำเนินธุรกิจเพิ่มขึ้น 1.0% จะทำให้จีดีพีเพิ่มขึ้นได้ประมาณ 0.4% ดังนั้น ถ้าต้องการให้เศรษฐกิจภูมิภาคขยายตัว มีความจำเป็นที่จะต้องขยายฐานแหล่งเงินทุนไปยังเศรษฐกิจในส่วนภูมิภาคมากขึ้น เพื่อให้เกิดการนำเงินไปต่อยอดเพื่อสร้างรายได้ของผู้ประกอบการ

ก่อนจะเข้าสู่ประเด็นเรื่องการเข้าถึงแหล่งเงินทุน จะขอฉายภาพรวมสินเชื่อภาคธุรกิจของธนาคารพาณิชย์ไทยซึ่งเป็นแหล่งเงินทุนขนาดใหญ่ของระบบเศรษฐกิจ เพื่อให้เข้าใจโครงสร้างการให้สินเชื่อก่อน  โดยจากข้อมูล ณ กันยายน 2559 ของธนาคารแห่งประเทศไทย พบว่ามีสินเชื่อภาคธุรกิจคงค้างรวมอยู่ที่ 9.47 ล้านล้านบาท โดยกว่า 77%ของสินเชื่อทั้งหมดกระจุกตัวอยู่ในกรุงเทพฯ ที่เหลืออีก 23% เป็นสินเชื่อในต่างจังหวัดซึ่งมีสัดส่วนการให้สินเชื่อธุรกิจ SME ถึงร้อยละ 66 และเมื่อพิจารณาสถานะการใช้แหล่งเงินทุนจากสินเชื่อของภาคธุรกิจในการสร้างการเติบโตทางเศรษฐกิจรายภูมิภาค (คำนวณจากสัดส่วนสินเชื่อคงค้างภาคธุรกิจต่อจีดีพี) พบว่า กรุงเทพฯ มีการใช้สินเชื่อในการดำเนินธุรกิจมากที่สุด โดยมีสินเชื่อคงค้างต่อจีดีพีกว่า 1.65 -1.76 เท่า ในขณะที่ต่างจังหวัดซึ่งส่วนใหญ่เป็นธุรกิจ SME พบว่ามีการใช้แหล่งเงินทุนจากสินเชื่อในการดำเนินธุรกิจไม่มากนัก โดยมีสัดส่วนสินเชื่อคงค้างต่อจีดีพีเพียง 0.12 - 0.33 เท่า เท่านั้น เหตุที่เป็นเช่นนี้ เพราะว่าผู้ประกอบการในต่างจังหวัดมีความสามารถในการเข้าถึงแหล่งเงินทุนได้น้อยกว่าผู้ประกอบการในกรุงเทพฯ ซึ่งจะเห็นว่าสอดคล้องกับผลสำรวจของสำนักงานวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) ที่ว่าผู้ประกอบการ SME ใช้แหล่งเงินกู้จากสถาบันการเงินเพียง 35% ที่เหลือเป็นแหล่งเงินทุนจากการยืมเพื่อน/ญาติพี่น้องและกำไรสะสมของกิจการ โดยสาเหตุหลักที่ผู้ประกอบการ SME เข้าถึงแหล่งเงินทุนจากสถาบันการเงินได้ไม่มากนัก เนื่องจากขาดหลักทรัพย์ค้ำประกัน แผนธุรกิจไม่ดีพอ ขาดศักยภาพในการทำกำไร และขาดการจัดการเงินที่ดี ปัญหาเหล่านี้ ล้วนบั่นทอนการเข้าถึงแหล่งเงินทุน ทำให้สูญเสียโอกาสในการนำเงินทุนไปต่อยอดเพื่อสร้างรายได้ของผู้ประกอบการในส่วนภูมิภาค

“จะทำอย่างไรให้การเข้าถึงแหล่งเงินทุนจากสถาบันการเงินของภูมิภาคง่ายขึ้น?” ประเด็นนี้ ต้องอาศัยสองแรงแข็งขันช่วยกัน โดย “แรงที่หนึ่ง คือ สถาบันการเงิน” จะต้องสร้างผลิตภัณฑ์ทางการใหม่ๆ นำเสนอผู้ประกอบการให้เข้าถึงแหล่งเงินทุนได้ง่ายขึ้น โดยการผ่อนปรนเงื่อนไขหลักเกณฑ์หลักทรัพย์ค้ำประกัน เพื่อเปิดโอกาสผู้ประกอบการสามารถกู้ได้มากขึ้น ซึ่งสถาบันการเงินมีช่องทางทำได้แล้ว ภายใต้กรอบ พ.ร.บ.หลักประกันธุรกิจฉบับใหม่ที่เพิ่งออกไปปีที่แล้ว โดยมีการอนุญาตให้สถาบันการเงินสามารถให้ผู้ประกอบการนำหลักประกันแบบลอยตัว (Floating Charge) มาค้ำประกันได้ (ตัวอย่างหลักประกันแบบลอยตัว เช่น กิจการ สิทธิเรียกร้อง เครื่องจักร สินค้าคงคลัง ทรัพย์สินทางปัญญา เป็นต้น) ซึ่งจะทำให้สถาบันการเงินสามารถสร้างผลิตภัณฑ์ทางการเงินใหม่ๆ ที่มีความยืดหยุ่นมากขึ้น นอกจากนี้การพัฒนาของเทคโนโลยีบล็อกเชน (Block chain) ของสถาบันการเงินที่กำลังเกิดขึ้น หากประสบความสำเร็จและมีผู้ประกอบการเข้ามาร่วมจำนวนมาก ก็จะเข้ามาช่วยสนับสนุนทำให้สถาบันการเงินทราบสถานะการดำเนินธุรกิจของผู้ประกอบการ นับตั้งแต่การเริ่มสั่งซื้อวัตถุดิบมาผลิตไปจนถึงการขายต่อไปยังลูกค้า ซึ่งจะทำให้ทราบสถานะของลูกหนี้การค้าและสินค้าคงเหลือของผู้ประกอบการที่จะนำมาค้ำประกันได้อย่างน่าเชื่อถือ ในส่วนนี้จะทำให้สถาบันการเงินสามารถประเมินหลักทรัพย์ค้ำประกันแบบลอยตัวได้อย่างถูกต้อง ประเมินว่าภายใต้ พ.ร.บ.หลักประกันธุรกิจใหม่นี้ และความสำเร็จของการพัฒนาเทคโนโลยีบล็อกเชนของสถาบันการเงินจะทำให้ผู้ประกอบการ SME สามารถเข้าถึงแหล่งเงินได้ง่ายขึ้น

และ “แรงที่สองคือ ผู้ประกอบการ SME” จำเป็นจะต้องจัดทำระบบบัญชีเดียวให้เป็นไปตามมาตรฐานบัญชีสากลที่สามารถตรวจสอบได้ เพื่อสร้างความน่าเชื่อถือให้แก่สถาบันการเงินเมื่อนำงบการเงินไปพิจารณาประเมินหลักทรัพย์ค้ำประกันแบบลอยตัวได้โดยสะดวก ซึ่งระบบบัญชีที่ดีจะเป็นการเตรียมพร้อมสำหรับการเชื่อมต่อเทคโนโลยีบล็อกเชนของสถาบันการเงินที่กำลังเกิดในอนาคตอันใกล้ นอกจากนี้ ผู้ประกอบการจะต้องพัฒนาทักษะด้านการบริหารจัดการอยู่เสมอ อาทิ การบริหารต้นทุน การจัดการการเงิน การจัดการตลาด ซึ่งสามารถเข้าร่วมอบรมกับโครงการต่างๆ ของภาครัฐได้ หากผู้ประกอบการพัฒนาทั้งด้านการจัดการบัญชี และการพัฒนาทักษะการบริหาร ก็จะทำให้มีโอกาสเข้าถึงแหล่งเงินทุนจากสถาบันการเงินได้ง่ายขึ้น

ด้วยสองแรงทั้งจากสถาบันการเงินและผู้ประกอบการที่ช่วยกันยกระดับศักยภาพในการสร้างโอกาสของการทำธุรกิจและมีกระจายไปในภูมิภาค ทำให้เศรษฐกิจเติบโต เกิดจ้างงาน เกิดการสร้างรายได้และกระจายความมั่งคั่งอย่างทั่วถึง ย่อมทำให้ “การเข้าถึงแหล่งเงินทุน” ที่เป็นโจทย์ท้าทายเศรษฐกิจภูมิภาค กลายเป็นปัจจัยที่ผลักดันการพัฒนาเศรษฐกิจภูมิภาคและ SME เป็นไปตามโรดแม็ป “ไทยแลนด์ 4.0”

 

- ข้อคิดเห็นที่ปรากฎในบทความนี้ เป็นความคิดเห็นของผู้เขียน ซึ่งไม่จำเป็นต้องสอดคล้องกับความคิดเห็นของ TMB Bank แต่อย่างใด –
(เผยแพร่ในหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ คอลัมน์: ยังอีโคโนมิสต์ ฉบับวันที่ 26-28 มกราคม และ 29 มกราคม – 1 กุมภาพันธ์ 2560 เขียนโดยนายธรรมทัช ทองอร่าม)

Back