26/11/2020
323
5 min

อาวุธลับ...ที่ใช้รับมือเหตุฉุกเฉินทางการเงิน

 

-----(...อ่านเนื้อเรื่องฉบับเต็ม...)-----

ขึ้นชื่อว่า "เหตุฉุกเฉิน" ก็ไม่เคยมีการแจ้งเตือนเราล้วงหน้าอยู่แล้ว ไม่ว่าจะอุบัติเหตุ เจ็บป่วยร้ายแรง น้ำท่วมบ้าน หรืออีกสารพัด ซึ่งอาจโชคร้ายหน่อยถ้าเรื่องฉุกเฉินนั้น เป็นเหตุให้เราต้อง “เสียเงิน” อีกด้วย 

คนที่พอจะมีเงินเก็บก็คงถึงคราวต้องถอนออกมาใช้ ส่วนคนที่เงินเก็บไม่พอ ก็จำต้องหยิบยืม อาจต้องฝ่าทั้งด่านความลำบากใจและความสัมพันธ์ที่อาจเปลี่ยนไปหลังการยืมเงิน
.
เมื่อมองไปที่ทรัพย์สิน ก็อาจจะไม่ได้พรั่งพร้อมมากพอที่จะช่วยแก้ปัญหานี้ให้เราได้เลย สภาวะเช่นนี้ ไม่ต่างกับการสู้กับเหตุฉุกเฉินเหล่านี้แบบ "มือเปล่า…ไร้อาวุธ"
.
บางคนอาจจำใจต้องหันไปหาสินเชื่อนอกระบบ ที่แม้จะได้เงินไว แต่ก็ต้องแลกมากับการโดนเอาเปรียบ ถูกขูดรีดดอกเบี้ยสูงถึง 20% ต่อเดือน หรือเท่ากับ 240% ต่อปี! กันเลยทีเดียว 

เผื่อใครยังไม่เห็นภาพว่าดอกเบี้ย 20% ต่อเดือน นั้นสูงแค่ไหน ผมยกตัวอย่างให้ดูง่ายๆ ครับ 

สมมติถ้าผมกู้เงินมา 50,000 บาท ในอัตราดอกเบี้ย 20% ต่อเดือน ผมจะเสียดอกเบี้ยถึง 10,000 บาท/เดือน ย้ำว่า ต่อเดือน! แล้วแบบนี้หาเงินจ่ายหนี้เท่าไรถึงจะหมด และนอกจากจะเสียดอกเบี้ยที่สูงกว่าที่กฏหมายกำหนดแล้ว เรายังต้องมากังวลใจให้เสียสุขภาพจิตด้วย เพราะทั้งเสี่ยงจากการโดนโกง การเซ็นเอกสารลอยๆ โดยไม่ระบุตัวเลขการกู้ หรือแม้แต่การทวงหนี้ที่ใช้ความรุนแรง ซึ่งเราก็เห็นจากข่าวอยู่บ่อยๆ 

แต่ในความเป็นจริง หากเราเป็นเพียงพนักงานบริษัท หรือเจ้าของธุรกิจขนาดเล็กที่มีรายได้ประจำ แม้จะไม่มีทั้งบ้าน หรือรถยนต์ เราก็ยังสามารถขอสินเชื่อได้นะครับ เพราะแท้จริงเรายังมีอาวุธลับสำคัญอยู่นั่นคือ “สลิปเงินเดือน” ที่เอาไว้ใช้ในการขอสินเชื่อ โดยเราเรียกสินเชื่อประเภทนี้ว่า “สินเชื่อส่วนบุคคล” แบบไม่ต้องใช้หลักประกัน ครับ

3 ของดี สินเชื่อส่วนบุคคล แบบไม่ใช้หลักประกัน

1. ขอสินเชื่อได้ไม่ต้องใช้หลักประกัน
ใช้เพียงสลิปเงินเดือน หรือหากทำงานประจำแต่บริษัทไม่มีสลิปเงินเดือน สามารถใช้เป็นหนังสือรับรองเงินเดือนในการใช้เป็นหลักฐานในการยืนขอสินเชื่อได้ครับ โดยสามารถได้รับวงเงินอนุมัติสูงถึง 5 เท่าของเงินเดือนเลยครับ 

2. สมัครง่ายผ่านออนไลน์ 
การขอสินเชื่อส่วนบุคคลปัจจุบันนี้ก็สมัครง่ายขึ้นแล้วครับ ไม่เหมือนสมัยก่อนที่เราจะขอสินเชื่อก็ต้องเตรียมเอกสาร แล้วนำไปสมัครที่ธนาคาร ซึ่งบางครั้งเราก็อาจจะวุ่นกับเหตุการณ์ฉุกเฉิน จนไม่สะดวกไปที่สาขาหลายรอบ ตอนนี้เราก็สามารถทำได้ง่ายเพียงแค่กรอกข้อมูลบนเว็บไซต์ และรอการติดต่อจากทางเจ้าหน้าที่ ซึ่งปกติก็ใช้เวลาไม่นานครับ 

3. เลือกระยะเวลาผ่อนได้สูงสุด 5 ปี 
สินเชื่อส่วนบุคคล จะเป็นการรับเป็นเงินก้อนมา แล้วมีสัญญาว่าต้องผ่อนงวดละเท่าไร จำนวนกี่เดือน โดยทั่วไปแล้วก็มีตั้งแต่ 12 งวด - สูงสุด 60 งวด (5 ปี) เลยครับ

นั่นทำให้เราสามารถออกแบบการผ่อนชำระค่างวดของเราได้ว่าต้องการผ่อนน้อย ก็เลือกระยะเวลาผ่อนยาวหน่อย แต่ได้สภาพคล่องในทางการเงิน หรือถ้าต้องการให้หมดไวก็เลือกค่างวดแต่ละเดือนที่สูงขึ้น ซึ่งวิธีการนี้จะทำให้เราสามารถวางแผนการเงินของเราในแต่ละเดือนได้ รู้ว่าเราจะต้องผ่อนกี่เดือน และจะหมดภาระเมื่อไร รวมถึงช่วยเสริมให้เรามีวินัยทางการเงินด้วยครับ

ใครที่อ่านถึงตรงนี้แล้วรู้สึกสนใจทาง TMB ก็มีผลิตภัณฑ์สินเชื่อประเภทนี้ไว้ให้บริการเช่นกันชื่อว่า สินเชื่อบุคคล แคชทูโก ซึ่งนอกจากสมัครได้ง่าย ไม่ต้องใช้หลักประกัน และเลือกผ่อนได้ยาวแล้ว ยังมีจุดเด่นที่น่าสนใจอยู่ที่การได้รับส่วนลดอัตราดอกเบี้ย 3% ต่อปี จากดอกเบี้ยปกติครับ เพียงเราทำสินเชื่อแคชทูโก ร่วมกับการใช้บัญชี ออลล์ ฟรี 5 ครั้ง/เดือน และสมัครใช้บริการหักบัญชีอัตโนมัติ ซึ่งมันไม่ได้ยุ่งยากเลยเพราะทั้ง 2 อย่างก็เป็นสิ่งที่ใช้อยู่แล้วในชีวิตประจำวัน

ยกตัวอย่าง เพื่อให้เข้าใจยิ่งขึ้นว่าลดดอกเบี้ย 3% ยังไง
สมมติผมเงินเดือน 50,000 บาท และขอสินเชื่อแคชทูโก 100,000 บาท
ปกติผมจะต้องเสียดอกเบี้ย 19% ต่อปี แต่ถ้าผมใช้บริการครบตามที่ได้บอกไว้ข้างบน ผลจะได้ลดดอกเบี้ยเหลือเพียง 16% ต่อปีเท่านั้นครับ ซึ่งเท่ากับดอกเบี้ยบัตรเครดิต แต่จะดีกับลูกค้ามากกว่าตรงที่ผ่อนได้ยาวขึ้น ภาระผ่อนต่อเดือนจึงต่ำกว่า

นอกจากนี้ พอเราได้ส่วนลดดอกเบี้ย 3% ค่างวดที่เราจ่ายไปในแต่ละเดือน ก็จะไปตัดส่วนที่เป็นเงินต้นได้เยอะขึ้น จึงช่วยให้เราสามารถปิดหนี้ได้เร็วกว่าที่ระบุไว้ในสัญญาด้วย ถ้าใครสนใจรายละเอียดของสินเชื่อบุคคล แคชทูโก สามารถลองเข้าไปดูข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ คลิก

เป็นอย่างไรกันบ้างครับ สำหรับคำแนะนำของผมกับวิธีจัดการปัญหาทางการเงิน สำหรับคนที่ไม่มีทั้งบ้าน และรถยนต์ วิธีการที่แชร์ในวันนี้น่าจะพอเป็นไอเดียในการหาทางออกกับสถานการณ์ฉุกเฉินที่จำเป็นต้องใช้เงินจริงๆ ครับ

และก่อนจากกันผมอยากขอเน้นย้ำว่า การขอสินเชื่อ ควรนำไปใช้กับสิ่งจำเป็น และก่อให้เกิดประโยชน์จริงๆ ไม่อยากให้เอามาเพิ่มหนี้ที่เกิดจากความฟุ่มเฟื่อย เช่น ขอสินเชื่อเพื่อนำมาซื้อโทรศัพท์รุ่นใหม่ตามเทรนด์ ใช้จ่ายซื้อสินค้าหรูหราราคาแพงที่เกินกำลังทรัพย์ของตัวเอง ไม่เช่นนั้น จะยิ่งกลายเป็นปัญหาทางการเงินให้กับเราในอนาคตครับ แล้ว EP. ต่อไป ผมจะมาชวนคุยเรื่องอะไร อย่าลืมติดตามกันนะครับ 

Related Contents