News Highlight
โลหะเงิน: คู่แข่งใหม่ของทองคำ?
โลหะเงิน: คู่แข่งใหม่ของทองคำ?
12 Jul 2011

TMB Analytics ชี้ลงทุนในโลหะเงินเหมาะกับการลงทุนระยะสั้น แนะทองคำน่าสนใจกว่าหากเศรษฐกิจโลกชะลอตัว

ในวันที่ 20 มิ.ย.ที่ผ่านมาเริ่มมีการซื้อขายตราสารอนุพันธ์ที่อ้างอิงกับราคาโลหะเงินเป็นครั้งแรกในประเทศไทย ซึ่งถือเป็นโลหะมีค่าชนิดที่สองต่อจากทองคำที่เปิดให้มีการซื้อขายในตลาดอนุพันธ์ อย่างไรก็ดี ในแง่ของโลหะมีค่าแล้ว ทองคำและโลหะเงินมีส่วนเหมือนและแตกต่างกันอยู่บางประการ ซึ่งนักลงทุนควรทำความเข้าใจก่อนการลงทุน

โลหะเงินมีความนิยมน้อยกว่าทองคำ ทั้งในบทบาทของการลงทุนและการใช้เป็นเครื่องประดับ ข้อมูลปี 2010 ความต้องการทองคำรวมทั้งโลกมีจำนวนทั้งสิ้น 128 million Troy oz (1 tonnes = 32,150.75 troy oz) ขณะที่โลหะเงินมีจำนวน 1,057 million Troy oz ซึ่งมากกว่าทองคำถึง 8 เท่า แต่ความต้องการโลหะเงินกว่าครึ่งนำไปใช้ในภาคอุตสาหกรรม ขณะที่ทองคำนำไปเพื่อผลิตเป็นเครื่องประดับและลงทุนเป็นส่วนใหญ่

ผลตอบแทนจากโลหะเงินและทองคำเคลื่อนไหวตามกัน แต่ทองคำให้ผลตอบแทนสูงและมีความเสี่ยงต่ำกว่า จากข้อมูลในตลาดโลกย้อนไปถึงปี 1996 จนถึงปัจจุบัน พบว่าระยะยาวแล้วผลตอบแทนของโลหะทั้งสองจะปรับตัวไปในทิศทางเดียวกันโดยมีค่าสหสัมพันธ์ที่ 0.67 แต่ทั้งนี้โลหะเงินจะให้ผลตอบแทน (Median) ต่ำกว่าที่ประมาณร้อยละ 6.8 ต่อปี ขณะที่ทองคำให้ผลตอบแทนร้อยละ 9 ต่อปี ในแง่ความเสี่ยง ผลตอบแทนจากโลหะเงินมีค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน (Standard deviation) อยู่ที่ร้อยละ 24 ซึ่งสูงกว่าทองคำที่มีค่าร้อยละ 15 แสดงให้เห็นว่า การลงทุนในโลหะเงินให้ผลตอบแทนต่ำแต่กลับผันผวนกว่าทองคำ ดังนั้นในแง่ผลตอบบแทนจึงเหมาะกับการลงทุนเพื่อการเก็งกำไรมากกว่าลงทุนระยะยาว

โลหะเงินและทองคำสามารถทดแทนกันได้ในแง่ของการลงทุน นักลงทุนบางกลุ่มใช้ตัวชี้วัดที่เรียกว่า Gold-Silver Ratio ซึ่งบอกถึงสัดส่วนระหว่างราคาทองคำเทียบกับราคาโลหะเงิน เพื่อช่วยในการตัดสินใจซื้อขายทองคำและโลหะเงิน โดยหลักการตัดสินใจอยู่ที่ว่าหาก Gold-Silver Ratio สูงกว่าระดับหนึ่งจะถือว่าทองคำแพงเกินไปเมื่อเทียบกับโลหะเงิน นักลงทุนก็จะขายทองคำแล้วหันมาซื้อโลหะเงินแทน แต่หาก Gold/Silver Ratio ต่ำกว่าระดับหนึ่งแปลว่าราคาทองคำถูกเกินไป ก็จะขายโลหะเงินแล้วหันมาถือทองคำ พฤติกรรมการลงทุนเช่นนี้แสดงถึงคุณสมบัติการทนแทนกันในระยะสั้นของโลหะทั้งสองในสายตานักลงทุน

ช่วงเศรษฐกิจดีโลหะเงินมีแนวโน้มให้ผลตอบแทนสูงกว่าทองคำ หากเปรียบเทียบการขยายตัวของการผลิตทั้งโลก ซึ่งบอกถึงภาวะเศรษฐกิจโลก กับส่วนต่างของผลตอบแทนจากทองคำและโลหะเงิน จะพบว่ามีความสัมพันธ์ในทางลบสูงถึงร้อยละ 50 แสดงว่าเศรษฐกิจดีการถือโลหะเงินจะได้ผลตอบแทนสูงกว่าทองคำ ในทางกลับกันหากเศรษฐกิจแย่ทองคำจะให้ผลตอบแทนสูงกว่าโลหะเงิน

ทองคำทำหน้าที่สินทรัพย์ป้องกันความเสี่ยง (safe-haven asset ) ได้ดีกว่าโลหะเงิน ความสัมพันธ์ทางลบกับการขยายตัวของเศรษฐกิจ เกิดจากความผันผวนของราคาโลหะเงินที่รุนแรงกว่าทองคำ เนื่องจากคุณสมบัติของทองคำที่เป็น safe-haven asset ทำให้ทองคำมีสามารถรักษามูลค่าได้ค่อนข้างดีในช่วงเศรษฐกิจขาลง ขณะที่โลหะเงินจะมีมูลค่าลดลงมาก ในทางกลับกันช่วงเศรษฐกิจขาขึ้นนักลงทุนจะเริ่มมองหาสินทรัพย์อื่นที่มีความเสี่ยงมากขึ้น จึงทำให้ราคาโลหะเงินพุ่งสูงขึ้นเร็วกว่าทองคำได้ ข้อเท็จจริงนี้แสดงให้เห็นว่า โลหะเงินยังไม่สามารถทดแทนทองคำในแง่ของสินทรัพย์เพื่อการลงทุนที่ปลอดภัยได้

สรุป นักลงทุนที่คิดซื้อโลหะเงินเพื่อเป็นการลงทุน อาจะต้องคำนึงถึงต้นทุนการเก็บรักษาที่ค่อนข้างสูง รวมถึงสภาพคล่องที่ต่ำเนื่องจากตลาดซื้อขายโลหะเงินในไทยยังแคบกว่าทองคำมาก นอกจากนี้ โลหะเงินยังทำหน้าที่เป็น safe-haven asset ได้ไม่ดีเท่าทองคำ ดังนั้นจึงไม่เหมาะลงทุนในช่วงเศรษฐกิจแย่ แต่อย่างไรก็ดี โลหะเงินเปรียบเหมือนการลงทุนทางเลือก เพราะในยามเศรษฐกิจดีทองคำจะให้ผลตอบแทนไม่โดดเด่นนักขณะที่โลหะเงินจะให้ผลตอบแทนดีกว่าอย่างเห็นได้ชัด

Download บทวิเคราะห์> โลหะเงิน: คู่แข่งใหม่ของทองคำ?



E-Newsletter Subscription