TMB Analytics ประเมิน “ธุรกิจสถานพยาบาลเอกชน”

ธุรกิจที่สามารถฟื้นตัวได้เร็วแบบ V-Shape

ฉบับนี้ ผู้เขียนจะขอพูดถึง “แนวโน้มธุรกิจสถานพยาบาล หลังทยอยปลดล็อค Covid-19” ว่าจะเป็นอย่างไร ซึ่งเราพอจะทราบแล้วว่า ธุรกิจสถานพยาบาลเอกชนเป็นหนึ่งในธุรกิจที่ได้รับผลกระทบโดยตรงจากการระบาดของ Covid-19 เพราะมีสถานพยาบาลหลายแห่งจำเป็นต้องปิดตัวลงชั่วคราวตามมาตรการของรัฐ เช่น คลินิกทันตกรรม คลินิกเสริมความงาม รวมถึงแผนกการรักษาพยาบาลอื่นๆ ก็จำเป็นต้องจำกัดจำนวนผู้ป่วยที่เข้ารับการรักษาหรือผู้คนต้องเลื่อนการรักษาออกไปก่อน ซึ่งเห็นได้ชัดจากในช่วงเดือนมีนาคมเป็นต้นมา ส่งผลให้โรงพยาบาลเอกชนหลายแห่งมีจำนวนผู้ป่วยในประเทศลดลงอย่างมาก

อย่างไรก็ดี สถานการณ์การแพร่ระบาด Covid-19 ตอนนี้ มีแนวโน้มที่ดีขึ้นตามลำดับจะเห็นได้จากจำนวนผู้ติดเชื้อที่น้อยลงและอัตราการเสียชีวิตที่ลดลงอย่างเห็นได้ชัด ภาครัฐเริ่มทยอยปลดล็อคสถานพยาบาลเอกชนให้กลับมาดำเนินงานได้อีกครั้งแล้ว

ศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจทีเอ็มบี หรือ TMB Analytics ประเมินว่า “ธุรกิจสถานพยาบาลเอกชน” จะเป็นธุรกิจที่สามารถฟื้นตัวได้เร็วแบบ V-Shape (ฟื้นตัวภายใน 3 เดือนหลังพ้นการล็อกดาวน์) ซึ่งสอดคล้องกับในปัจจุบันที่ธุรกิจเริ่มมีสัญญาณฟื้นตัว โดยคลินิกต่างๆ เริ่มกลับมาให้บริการได้เหมือนเดิม โดยหลังจากไทยผ่อนคลายล็อกดาวน์ คาดว่าผู้ป่วยชาวไทยจะกลับมาใช้บริการทางการแพทย์ได้ตามปกติ โดยเฉพาะแผนกการรักษาโรคที่คนไทยมีอัตราการป่วยสูง ได้แก่ โรคหัวใจ โรคความดันโลหิตสูง โรคเบาหวาน รวมถึงไทยได้เข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ ทำให้แนวโน้มผู้สูงอายุจะกลับมารับการรักษาพยาบาลมากขึ้น

อย่างไรก็ตาม สำหรับโรงพยาบาลเอกชนที่พึ่งพิงรายได้จากผู้ป่วยต่างชาติ หรือที่เรียกว่าพึ่งพิง Medical Tourism จากนักท่องเที่ยวต่างประเทศ น่าจะได้รับผลกระทบทำให้รายได้ลดลง เนื่องจากติดปัญหาผู้ป่วยต่างชาติไม่สามารถเดินทางมารักษาในไทยได้ในยามที่สถานการณ์การแพร่ระบาด Covid-19 ทั่วโลกยังมีอยู่ ซึ่งจากโครงสร้างรายได้ของโรงพยาบาลเอกชนในประเทศไทยพบว่า มีรายได้จาก Medical Tourism คิดเป็น 8% ของรายได้โรงพยาบาลเอกชนทั้งหมด ทำให้มองว่ารายได้จากผู้ป่วยต่างประเทศในปีนี้ “จะยังไม่ฟื้นตัวดีนัก” เพราะคาดว่าไทยยังคงดำเนินการมาตรการล็อคดาวน์ต่างประเทศ หรือคัดกรองผู้เดินทางจากต่างประเทศต่อไป

อย่างไรก็ดี “ฟ้าหลังฝน” ของธุรกิจโรงพยาบาลเอกชน ย่อมยังมีโอกาสเสมอ หากมีการคลายล็อคดาวน์เปิดประเทศเพราะโรคระบาดจัดการได้ รายได้จาก Medical Tourism ในไทยจะกลับมาคึกคักอีกครั้ง เนื่องจากต่างชาติยังมองว่าไทยมีมาตรฐานการรักษาอยู่ในระดับสากล และราคาสมเหตุสมผล ทั้งยังเป็นประเทศที่ได้รับการยอมรับว่า สามารถควบคุมการระบาดของ Covid-19 ได้เป็นอย่างดี และการแพทย์ไทยก็มีความสามารถในการรักษาผู้ป่วย Covid-19 ที่ผู้ป่วยในไทยมีอัตราการเสียชีวิตเพียง 1.8% ของจำนวนผู้ป่วย ต่ำกว่าอัตราการเสียชีวิตของโลกที่อยู่สูงถึง 6.5%

ทั้งนี้ แม้ว่าภายหลังการระบาดของ Covid-19 ธุรกิจสถานพยาบาลเอกชนจะมีโอกาสกลับมาสดใสได้อีกครั้งตามที่ผู้เขียนกล่าวไปแล้วข้างต้น แต่ภายใต้สถานการณ์ปัจจุบันที่โรคระบาด Covid-19 ยังคงอยู่ในปัจจุบัน โรงพยาบาลเอกชนจำเป็นต้องปรับตัว เพื่อผลักดันให้ธุรกิจสามารถเติบโตได้อย่างยั่งยืน ดังต่อไปนี้

  1. การนำใช้เทคโนโลยีเข้ามาช่วยในการรักษา เช่น การใช้หุ่นยนต์ หรือการใช้ Telemedicine มาช่วยในการตรวจรักษาผู้ป่วยทางไกล จะช่วยอำนวยความสะดวกต่อการรักษามากขึ้น สำหรับผู้ป่วยเคสติดตามผล
  2. การรักษามาตรฐานของโรงพยาบาลเพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้เข้าใช้บริการในประเทศและต่างประเทศ นอกจากจะสามารถรักษาฐานผู้ป่วยปัจจุบันได้แล้ว ยังจะสามารถดึงดูดผู้ป่วยใหม่และนักท่องเที่ยวเชิงสุขภาพเข้ามารับการรักษาที่โรงพยาบาลได้มากขึ้น
  3. อำนวยความสะดวกให้กับผู้ป่วยต่างชาติที่ผ่านการคัดกรอง Covid-19 แล้ว โดยทางโรงพยาบาลมีบริการประสานกับทางสถานทูต เพื่อนำผู้ป่วยต่างประเทศที่มีความประสงค์มาทำการรักษาที่ไทย พร้อมทั้งจัดหาสถานที่พักให้กับผู้ป่วยและญาติผู้ป่วยในที่ได้รับความอนุญาตจากภาครัฐ เพื่อให้เกิดความสะดวกสำหรับผู้ป่วยต่างชาติ

ผู้เขียนมองว่าหากสถานพยาบาลสามารถปรับตัวได้ตามปัจจัยเหล่านี้ เชื่อได้ว่าไทยเป็นศูนย์กลางทางการแพทย์ (Medical Hub) หลังการระบาดของ Covid-19 ได้ไม่ยาก

กลับหน้าข่าว