ทีเอ็มบีมีกำไรจากการดำเนินงานก่อนสำรองเติบโตต่อเนื่อง 4%

ทีเอ็มบีมีกำไรจากการดำเนินงานก่อนสำรองเติบโตต่อเนื่อง 4% และคงสัดส่วน NPL ที่ระดับต่ำ 2.5% ขณะที่สัดส่วนสำรองฯ ต่อ NPL ยังแข็งแกร่งที่ 144% กำไรสุทธิหลังสำรองไม่เปลี่ยนแปลงจากปีก่อน

ทีเอ็มบี หรือ ธนาคารทหารไทย จำกัด (มหาชน) แจ้งผลประกอบการไตรมาส 1 ปี 2560 โดยธนาคารและบริษัทย่อยมีกำไรจากการดำเนินงานหลักก่อนสำรองฯ  จำนวน 4,764 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 4% เมื่อเทียบกับไตรมาสเดียวกันกับปีที่แล้ว ธนาคารยังคงตั้งสำรองฯ อย่างรอบคอบที่ระดับค่อนข้างสูงเป็นจำนวน 2,241 ล้านบาท ซึ่งเพิ่มขึ้น 19% เมื่อเทียบกับไตรมาสเดียวกันของปีก่อนหน้า ขณะที่คงสัดส่วน NPL ที่ระดับต่ำที่ 2.5% และอัตราส่วนสำรองต่อ NPL ในระดับแข็งแกร่งที่ 144% ทั้งนี้ หลังสำรองฯ ธนาคารมีกำไรสุทธิที่ 2,096 ล้านบาท คงที่เมื่อเปรียบเทียบกับปีก่อน

นายบุญทักษ์ หวังเจริญ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารทีเอ็มบี กล่าวว่า “สินเชื่อเติบโต 1% ในไตรมาสนี้ ซึ่งส่วนใหญ่มาจากสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัยซึ่งเติบโตต่อเนื่องจากปีที่แล้ว ในขณะที่สินเชื่อธุรกิจไม่เปลี่ยนแปลงมากนัก เงินฝากลดลงเล็กน้อย 2% โดยมาจากการลดลงของเงินฝากธุรกิจขนาดใหญ่ ขณะที่เงินฝากลูกค้าบุคคลเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง โดยเฉพาะเงินฝากธุรกรรมทางการเงิน (Transactional Deposit) จากฐานเงินฝากลูกค้าบุคคลเพิ่มขึ้น 2% ใน 3 เดือนแรกของปี โดยมาจากเงินฝากบัญชี “ทีเอ็มบี ออลล์ ฟรี” (TMB All Free) ซึ่งยังเติบโตได้ดีโดยเพิ่มขึ้น 13% จากปลายปีที่แล้ว ขณะเดียวกันเงินฝากทีเอ็มบี โน ฟิกซ์ บัญชีฝากไม่ประจำ ถอนได้ ดอกสูง (TMB No Fixed Account) และ ME by TMB ยังคงเติบโตต่อเนื่องที่ 2.4% และ 6% ตามลำดับ”  

ในไตรมาสนี้ธนาคารมีรายได้ดอกเบี้ยสุทธิเพิ่มขึ้น  4% โดยหลักมาจากส่วนต่างดอกเบี้ยสุทธิ (Net interest margin) ที่ดีขึ้นจาก 2.98% ในไตรมาสเดียวกันกับปีที่แล้วเป็น 3.21% สำหรับรายได้ที่มิใช่ดอกเบี้ยขยายตัว 10% แม้ว่ารายได้ค่าธรรมเนียมลูกค้าธุรกิจลดลง 23% จากการลดลงของรายได้ค่าธรรมเนียมสินเชื่อเป็นหลัก แต่รายได้ค่าธรรมเนียมจากลูกค้าบุคคลเพิ่มขึ้นถึง 26% โดยเฉพาะค่าธรรมเนียมผลิตภัณฑ์กองทุนรวม  ซึ่งเป็นผลจากการที่ธนาคารประสบความสำเร็จในการนำเสนอกองทุนรวมคุณภาพดีและตอบโจทย์ลูกค้าในสภาวะที่อัตราผลตอบแทนในตลาดกำลังเปลี่ยนแปลง 

รายได้รวมของธนาคารในไตรมาสนี้อยู่ที่ 8,898 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 6% ขณะที่ค่าใช้จ่ายทั้งหมดมีจำนวน 4,104 ล้านบาทหรือเพิ่มขึ้น 5% ซึ่งส่วนใหญ่ค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้นเกิดจากค่าใช้จ่ายทางการตลาดจากการเปิดตัว     ผลิตภัณท์ใหม่ ทั้งนี้กำไรจากการดำเนินงานหลักก่อนสำรองเพิ่มขึ้นจากไตรมาสเดียวกันปีที่แล้ว 4% เป็นจำนวน 4,764 ล้านบาท

สินเชื่อด้อยคุณภาพ (NPL) มีจำนวนไม่เปลี่ยนแปลงจากสิ้นปีที่แล้ว โดยอยู่ที่ 17,588 ล้านบาท และ NPL ratio คงที่ที่ระดับต่ำ 2.5% ธนาคารยังคงดำเนินธุรกิจอย่างรอบคอบและตั้งสำรองในระดับสูงที่จำนวน 2,241 ล้านบาทในไตรมาสนี้ ซึ่งเพิ่มขึ้น 19% จาก 1,877 ล้านบาท ในไตรมาสเดียวกันของปีก่อน เพื่อให้ธนาคารยังคงสัดส่วนสำรองฯ ต่อสินเชื่อด้อยคุณภาพ (Coverage ratio) ในระดับแข็งแกร่งที่ 144% โดยหลังตั้งสำรองฯ ธนาคารมีกำไรสุทธิ 2,096 ล้านบาท คงที่เมื่อเปรียบเทียบกับปีก่อน

ขณะเดียวกัน ธนาคารยังคงดำรงสถานะเงินกองทุนในระดับสูง โดยมีอัตราส่วนเงินกองทุนรวม (CAR) ภายใต้เกณฑ์ Basel III ที่อัตรา 18.2% โดยเป็นกองทุนขั้นที่ 1 (Tier 1) ในสัดส่วน 12.8% ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ขั้นต่ำของธนาคารแห่งประเทศไทยซึ่งกำหนดไว้ที่ 9.75% และ 7.25% ตามลำดับ

กลับหน้าข่าว