TMB

เศรษฐกิจไทยเสี่ยงถดถอยหรือไม่...

 

เริ่มต้นมายังไม่ถึง 2 เดือนแรกของปี 2563 เศรษฐกิจไทยก็ตกอยู่ในอาการน่าเป็นห่วงทั้งจากสถานการณ์เดิมที่ยังตามมาป่วนเศรษฐกิจไทยในปีนี้ต่อ ได้แก่ สงครามการค้าสหรัฐฯ-จีน ที่ยังมีความไม่แน่นอน และภัยแล้งที่มาเร็วตั้งแต่ปลายปี 2562 ส่อเค้ารุนแรงมากขึ้นเรื่อยๆ ขณะที่ความล่าช้าในกระบวนการงบประมาณปี 2563 ทำให้ในช่วงที่ผ่านมารัฐไม่อาจขับเคลื่อนนโยบายสำคัญๆกระตุ้นเศรษฐกิจได้ และที่สำคัญ คือถูกซ้ำเติมด้วยปัญหาใหม่คือการระบาดของไวรัสโควิด-19 จากจีน ที่ส่งผลให้เกิดอาการเศรษฐกิจติดไวรัสไปทั่วโลก

 

การขยายตัวของเศรษฐกิจไทยตลอดปี 2562 ที่เติบโตต่ำ เป็นสัญญาณเศรษฐกิจถดถอยในปีนี้หรือไม่ ล่าสุดสภาพัฒน์รายงานตัวเลขเศรษฐกิจหรือ GDP ไตรมาส 4 ขยายตัว 1.6% ต่ำกว่าคาด และเมื่อดูการเติบโตเป็นไตรมาสต่อไตรมาส เราจะเห็นการเติบโตที่ค่อนข้างต่ำลงต่อเนื่องตลอดปี แม้ยังไม่ถึงระดับติดลบก็ตาม ในทางเศรษฐศาสตร์ สภาวะเศรษฐกิจถดถอย (Technical Recession) หมายถึงการที่อัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจติดลบ 2 ไตรมาสติดต่อกัน เศรษฐกิจของประเทศแทนที่จะขยายตัวเติบโตขึ้น กลับจะหดตัวเล็กลง หากสภาพถดถอยดังกล่าวนี้ไม่ได้รับการแก้ไขให้ปรับดีขึ้น สิ่งที่จะเกิดขึ้นตามมาก็คือ ภาวะเศรษฐกิจตกต่ำนั่นเอง

 

TMB Analytics ประเมินไวรัสโควิด-19 กระทบเศรษฐกิจไทยหนักสุดในไตรมาสแรก ฉุดรายได้ภาคการท่องเที่ยวและส่งออกทั้งปีสูญกว่า 1.5 แสนล้านบาท หรือ 0.6% ของ GDP
ซึ่งปกติเดือนมกราคมถึงเดือนกุมภาพันธ์เป็นช่วงพีคของนักท่องเที่ยวจีนในเทศกาลตรุษจีน เมื่อเจอมาตรการชัตดาวน์เพื่อป้องกันและควบคุมการระบาดของรัฐบาลจีน ทำให้นักท่องเที่ยวจากจีนลดลงมากกว่า 1.5 ล้านคน กระทบรายได้ภาคการท่องเที่ยวและธุรกิจที่เกี่ยวข้องของไทย ซึ่งหลักๆเป็นธุรกิจโรงแรม ธุรกิจค้าปลีก และภัตตาคาร อย่างไรก็ดี เราประเมิน วิกฤตไวรัสครั้งนี้จะมีความรุนแรงต่อภาคการท่องเที่ยวอยู่ที่ 70% ของกรณีโรคระบาดซาร์สเมื่อปี 2546 สอดคล้องกับข้อมูลล่าสุดอัตราการติดเชื้อเริ่มชะลอลง ทำให้สถานการณ์มีแนวโน้มคลี่คลายได้ในไตรมาส 2 และปรับสู่ปกติในกลางปีเป็นต้นไป ซึ่งจากการที่นักท่องเที่ยวจีนยืนหนึ่งเป็นตลาดหลัก 28% ของตลาดนักท่องเที่ยวต่างชาติของไทย ส่งผลให้ จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติทั้งปี 2563 มีแนวโน้มลดลงอยู่ที่ 38.7 ล้านคน หรือลดลง 2.8 % จากปี 2562 รายได้ภาคการท่องเที่ยวและธุรกิจที่เกี่ยวข้องทั้งธุรกิจโรงแรม ร้านอาหารและธุรกิจค้าปลีก รวมๆ แล้วลดลง 1 แสนล้านบาท

 

ในด้านผลกระทบต่อภาคการส่งออก คาดยาวต่อเนื่องกว่าภาคการท่องเที่ยว เนื่องจากภาคอุตสาหกรรมของจีนยังคงต้องใช้เวลาในการฟื้นฟู ณ ขณะนี้ภาคการผลิตของจีนมีการดำเนินงานเพียง 30-50% ของระดับปกติ ส่งผลให้เกิดภาวะชะงักงันในซัพพลายเชนที่สำคัญของโลก ได้แก่ อิเล็กทรอนิกส์ ยานยนต์ ยางพารา โดยที่จีนเป็นตลาดส่งออกหลักในสัดส่วน 12% ที่ใกล้เคียงกับสหรัฐฯ ทำให้การส่งออกของไทยไปจีนในปี 2563 สะดุดราว 2.8 หมื่นล้านบาท เป็นแรงกดดันต่อการฟื้นตัวของการส่งออกโดยรวม นอกเหนือจากปัจจัยเสี่ยงเดิม ได้แก่ สงครามการค้าสหรัฐฯ-จีนที่ยังคงมีความไม่แน่นอนอยู่และเศรษฐกิจหลักฟื้นตัวเปราะบาง ฉุดมูลค่าส่งออกของไทย (ดอลลาร์สหรัฐ) โดยรวมในปีนี้หดตัว 0.5% โดยสินค้าที่ส่งออกลดลงมาก ได้แก่ อิเล็กทรอนิกส์ ยางพารา เคมีภัณฑ์ และยานยนต์

 

 

เม็ดเงินลงทุนสะดุด 6.6 หมื่นล้านบาท ทำให้การลงทุนภาครัฐหดตัวถึง 10% ในไตรมาสแรก โดยเป็นการหดตัวต่อเนื่องจากไตรมาสก่อนหน้าจากความล่าช้าของงบประมาณปี 2563 แต่มีแนวโน้มที่จะเบิกจ่ายได้ในอัตราเร่งขึ้นในช่วงที่เหลือของปี ส่งผลให้อัตราการเบิกจ่ายงบลงทุนในปีนี้จะอยู่ที่ 60% ซึ่งต่ำกว่าระดับ 70%ของปีก่อนหน้า อย่างไรก็ดี คาดเม็ดเงินลงทุนของรัฐวิสาหกิจจะสามารถเบิกจ่ายในระดับสูงกว่าปีที่ผ่านมา รวมทั้งเมกะโปรเจกต์โครงสร้างพื้นฐานใน EEC ทั้งโครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบินและโครงการท่าเรืออุตสาหกรรมมาบตาพุด คาดเริ่มก่อสร้างในช่วงครึ่งปีหลัง ส่งผลให้การลงทุนภาครัฐโดยรวมทั้งปี 2563 ยังสามารถขยายตัวได้ 2%

 

ประเมินภัยแล้งที่เกิดขึ้นเร็วและรุนแรงสร้างความเสียหายต่อเศรษฐกิจ 6 หมื่นล้านบาท หรือ 0.22% ของ GDP สอดคล้องกับข้อมูลกรมอุตุนิยมวิทยาคาดการณ์ฝนแล้งจะยาวนานจนถึงเดือนมิถุนายน โดยปริมาณฝนจะต่ำกว่าค่าปกติ 10% ในทุกภาค และปริมาณน้ำในเขื่อนเฉลี่ยทั้งประเทศอยู่ที่ระดับ 43% ใกล้เคียงกับกับปี 2548 ที่เกิดวิกฤตภัยแล้งที่มีความรุนแรงมากสุดในรอบ 40 ปี ส่งผลต่อรายได้ภาคเกษตร และเป็นปัจจัยกดดันการบริโภคภาคเอกชนให้มีแนวโน้มชะลอลง เพิ่มจากที่ได้รับปัจจัยลบหนี้ครัวเรือนที่ยังคงอยู่ในระดับสูง และการเข้าสู่ขาลงของวัฏจักรสินค้าคงทน สะท้อนจากยอดขายรถยนต์แผ่วลงตั้งแต่ช่วงครึ่งหลังปี 2562

 

สามปัจจัยลบกดดัน GDP ไตรมาสแรกหดตัว 2% แต่มีแนวโน้มฟื้นตัวในไตรมาสสอง และปรับดีขึ้นในช่วงครึ่งปีหลัง หลักๆ มาจากการปลดล็อกงบประมาณปี 2563 ทำให้มีเม็ดเงินลงทุนใหม่ราว 1 แสนล้านบาทเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจในไตรมาสสอง และคาดว่าได้ปัจจัยบวกเพิ่มจากแพ็คเกจกระตุ้นเศรษฐกิจชุดใหม่ ที่เน้นกระตุ้นการบริโภคและฟื้นฟูภาคการท่องเที่ยว ขณะที่ภาคการส่งออกยังคงทรุดตัว และมีแนวโน้มฟื้นตัวได้ในไตรมาสสุดท้ายของปี ซึ่งการที่เศรษฐกิจไตรมาสสองมีแนวโน้มพลิกฟื้นขยายตัว ทำให้เศรษฐกิจไทยยังไม่ก้าวสู่ภาวะเศรษฐกิจถดถอย อย่างไรก็ดี จากการที่เครื่องยนต์หลักทั้งภาคส่งออก ภาคท่องเที่ยวและภาคการบริโภค มีข้อจำกัดในการเติบโต แม้ภาครัฐใช้มาตรการพยุงเศรษฐกิจ ที่พยายามกระจายไปยังทุกภาคเศรษฐกิจที่ได้รับผลกระทบ แต่เชื่อว่าจะช่วยประคองเศรษฐกิจ หรือเป็นบวกต่อ GDP ได้ราว 0.2% เท่านั้น ทำให้เศรษฐกิจไทยทั้งปี 2563 จะขยายตัวได้แค่ 1.8% ชะลอต่อเนื่องจากปี 2562 ที่โต 2.4%

 

เขียนโดย TMB Analytics
ข้อมูล ณ วันที่ : 21 กุมภาพันธ์ 2563


สนใจรับข้อมูลการลงทุน

สนใจรับข้อมูลการลงทุนเพิ่มเติมจากผู้เชี่ยวชาญ