TMB
  • 07 เม.ย. 64
    -
    12 เม.ย. 64
    ผ่านไปกับอีกหนึ่งสัปดาห์ที่รุมเร้าไปด้วยปัจจัยที่สำคัญหลายประการซึ่งโดยรวมแล้วเป็นผลดีต่อตลาด ทำให้ตลาดหุ้นเริ่มฟื้นตัวจากความผันผวนในช่วง 3 สัปดาห์ที่ผ่านมา โดยเฉพาะหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีที่คืนชีพจากกระแส Growth to Value อย่างรุนแรง ทั้งนี้ ปัจจัยสำคัญที่ทำให้หุ้นกลุ่มเทคโนโลยีกลับมานั้นมาจากการที่อัตราผลตอบแทนพันธบัตรระยะยาวเริ่มหยุดนิ่งตอบสนองต่อการออกมาตรการกระตุ้นโครงสร้างพื้นฐานที่ไม่ได้กล่าวถึงการออกพันธบัตรเพิ่มเติม และผลการประชุม OPEC+ ที่ทยอยเพิ่มกำลังการผลิตแทนที่จะคงการลดกำลังการผลิต รวมทั้งสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิดทั่วโลกที่กลับมารุนแรงอีกครั้งจากมีอยู่ของวัคซีนทำให้ประชาชนการ์ดตกขณะที่ประสิทธิผลของวัคซีนยังมีข้อสงสัยอยู่มาก สัปดาห์นี้ เราคาดว่าตลาดหุ้นทั่วโลกจะมีโมเมนตัมของการปรับขึ้นต่อจากภาวะเศรษฐกิจโลกที่ฟื้นตัวขึ้นต่อเนื่อง โดยเฉพาะในฝั่งสหรัฐฯ ที่ตัวเลข Nonfarm Payrolls ประกาศออกมาแข็งแกร่งที่สุดในรอบ 7 เดือน นอกจากนี้ ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ยังเข้าสู่ Earning Season แล้วอีกด้วย ดังนั้น เราจึงแนะนำให้ทยอยลงทุนในกองทุนหุ้นต่อไปเพื่อรองรับการเริงร่าของตลาดหุ้นในเดือนเมษายนนี้
  • 30 มี.ค. 64
    -
    05 เม.ย. 64
    ตลาดหุ้นเริ่มทรงตัวในสัปดาห์สุดท้ายของดือน มี.ค. ที่ผ่านมา ท่ามกลางเหตุการณ์สำคัญที่หลากหลาย ขณะที่อัตราผลตอบแทนพันธบัตรระยะยาวเริ่มมีแนวโน้มปรับตัวลงจากการแพร่ระบาดของ Covid ที่เริ่มกลับมาอีกครั้งโดยเฉพาะในยุโรปที่บางประเทศอย่างฝรั่งเศสต้องขยายระยะเวลาล็อคดาวน์ออกไป ส่วนในสหรัฐฯ การแพร่ระบาดเริ่มกลับมาเป็นประเด็นแม้ว่าทางการจะเร่งการฉีดวัคซีนให้กับประชาชน ส่วนหนึ่งเนื่องจากประชาชนเดินทางไปท่องเที่ยวในช่วงฤดูใบไม้ผลิ ประกอบกับหลายๆ รัฐเริ่มผ่อนคลายมาตรการควบคุม แต่ทั้งนี้ การปรับตัวลงของอัตราผลตอบแทนไม่ได้เป็นไปอย่างรวดเร็ว เนื่องจากนาย Powell ยังคงกล่าวว่าเศรษฐกิจสหรัฐฯ ฟื้นตัวอย่างแข็งแกร่งมากในงานแถลงต่อสภา (Fed Testimony) ที่ผ่านมา นอกจากนี้ นาย Powell ยังให้สัมภาษณ์ต่อสื่อว่าวันนึง Fed คงต้องลดปริมาณการทำ QE ทำให้เกิดแรงขายทำกำไรในตลาดหุ้นออกมาบ้าง อย่างไรก็ตาม เราคาดว่าแรงขายทำกำไรจะเบาบางลงหลังเริ่มต้นเดือน เม.ย. ซึ่งเป็นเดือนที่เข้าสู่ช่วง Earning Season อย่างจริงจังอีกครั้งหนึ่ง จึงเป็นโอกาสอันดีในการทยอยสะสมหุ้นที่มีการเติบโตสูงเพื่อต้อนรับไตรมาส 2/64 นี้
  • 23 มี.ค. 64
    -
    29 มี.ค. 64
    ผ่านพ้นไปกับการประชุม Fed รอบสำคัญที่ผ่านมา โดย Fed ยังคงขาดของ QE ไว้แช่นเดิมและยังย้ำว่าอัตราดอกเบี้ยนโยบายจะอยู่ในระดับต่ำไปอีกอย่างน้อย 3 ปี นอกจากนี้ ค่ากลางของ Dot Plot ยังอยู่ที่เดิมซึ่งต่างจากการคาดการณ์ของนักลงทุนบางรายที่คาดว่าค่ากลางดังกล่าวจะปรับขึ้นในปี 2023 ทำให้หุ้นกลุ่มเทคโนโลยีปรับขึ้นภายหลังการประชุม อย่างไรก็ตาม ความผันผวนในตลาดพันธบัตรยังคงมีอยู่ โดย UST10Y Yield ได้ปรับเพิ่มขึ้นในวันถัดมาไปอยู่ที่ระดับ 1.74% ซึ่งเป็นระดับสูงสุดในปี 2021 ส่วนหนึ่งเนื่องจากนักลงทุนคาดการณ์ถึงการยกเลิกมาตรการลดการดำรงเงินกองทุนของการถือพันธบัตรรัฐบาลสำหรับธนาคารทำให้มีความกังวลว่า Yield จะปรับขึ้นเร็วจากการเร่งขายพันธบัตร อย่างไรก็ตาม UST10Y Yield ไม่สามารถปรับขึ้นไปได้มากนักเนื่องจากการระบาดของโควิดทั้งในสหรัฐฯ และยุโรปกลับมาอีกครั้งหนึ่ง ซึ่งจะส่งผลดีต่อหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีและกลุ่ม Work From Home อีกครั้ง จึงเป็นที่มาของ Theme “Growth is Coming, Yield is not Running”
  • 16 มี.ค. 64
    -
    22 มี.ค. 64
    กระแส Growth to Value เริ่มกลับมาเจิดจรัสอีกครั้งหนึ่งหลังจากที่อัตราผลตอบแทนระยะ 10 ปีของพันธบัตรรัฐบาลทั่วโลกเริ่มทรงตัว โดยเฉพาะ UST10Y Yield ที่ยังคงทรงตัวที่ระดับ 1.60% ประกอบกับท่าทีของธนาคารกลางที่สำคัญอย่าง ECB ที่ต้องการชะลอการปรับขึ้นของอัตราผลตอบแทนระยะยาวเพื่อไม่ไห้กระทบกับการกู้ยืมในระบบด้วยการประกาศเพิ่มปริมาณการเข้าซื้อพันธบัตรภายใต้โปรแกรม PEPP อย่างมีนัยสำคัญโดยจะเริ่มต้นในไตรมาสหน้า ทำให้นักลงทุนคลายความกังวลเรื่องการปรับขึ้นของอัตราผลตอบแทนได้บ้างและเริ่มการ Buy on Dips หุ้นกลุ่ม Growth อย่างกลุ่มเทคโนโลยีอีกครั้งหนึ่งซึ่งราคาได้ปรับตัวลงไปจนถึงระดับ Oversold ประกอบกับช่วง Earning Season เริ่มใกล้เข้ามาแล้ว ดังนั้น เราจึงแนะนำให้ “เตรียมเข้าหุ้น Growth” โดยเฉพาะหลังการประชุม Fed กลางสัปดาห์นี้เพื่อรองรับ “โหมด Earning Season” ที่ใกล้จะมาถึงนั่นเอง
  • 09 มี.ค. 64
    -
    15 มี.ค. 64
    ความโกลาหลในตลาดหุ้นยังไม่สิ้นสุด นักลงทุนเร่งขายหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีตามการปรับขึ้นของอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลระยะ 10 ปี ที่มีแนวโน้มปรับขึ้นทั่วโลกจากการที่ภาวะเศรษฐกิจโลกกลับมาฟื้นตัวอย่างเด่นชัดในปีนี้ตอบสนองต่อการออกมาตรการทางการคลังขนาดใหญ่ของสหรัฐฯ ประกอบกับ Fed ยังไม่มีท่าทีที่จะเข้ามาควบคุมการปรับขึ้นของอัตราผลตอบแทนดังกล่าว โดยนาย Powell มองว่าการปรับขึ้นของอัตราผลตอบแทนเป็นไปตามการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ และอาจทำให้อัตราเงินเฟ้อปรับเพิ่มขึ้นชั่วขณะได้ อย่างไรก็ตาม ธนาคารกลางที่สำคัญอื่นๆ อย่าง BOJ เริ่มตระหนักถึงการปรับขึ้นของอัตราผลตอบแทนระยะยาวโดยนาย Kuroda กล่าวในที่ประชุมสภาว่าเขาไม่ต้องการให้ขยายกรอบการเคลื่อนไหวของอัตราผลตอบแทนระยะยาว ซึ่ง BOJ ยังต้องการให้อยู่ในระดับต่ำต่อไป ทำให้ตลาดหุ้นเริ่มมีความหวังอีกครั้ง ซึ่งต้องจับตามมองว่าธนาคารกลางอื่นๆ อย่าง ECB และ Fed จะมีท่าทีเหมือน BOJ หรือไม่ ซึ่งการรวมพลังของธนาคารกลางที่สำคัญอาจช่วยหยุดการปรับขึ้นของอัตราผลตอบแทนในครั้งนี้ได้ เปรียบเสมือน “ท่าไม้ตายสุดท้ายของตลาด” ที่อาจจะมาในไม่ช้านี้
  • 04 มี.ค. 64
    -
    04 มี.ค. 64
    คำแนะนำในวันนี้ “ถือครองการลงทุน” หากท่านได้ทยอยสะสมการลงทุนทั้งกองทุนที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีและหุ้นจีนไปแล้ว เราแนะนำให้ทุกท่านถือครองเพื่อรอดูสถานการณ์ เนื่องจากตลาดได้ปรับตัวลงมามากแล้ว และในคืนนี้จะมีเหตุการณ์ที่สำคัญทั้งการให้สัมภาษณ์ของนาย Powell และ การประชุม OPEC+ รวมทั้งอัตราผลตอบแทนระยะยาวเริ่มทรงตัว ในระยะสั้นตลาดหุ้นอาจมีการแกว่งตัวบ้าง แต่ในระยะกลางถึงยาวยังมีแนวโน้มที่จะปรับตัวขึ้น จึงขอให้ทุกท่านรอจังหวะทยอยสะสมเพิ่มมากกว่าที่จะเร่งขายตาม
  • 02 มี.ค. 64
    -
    08 มี.ค. 64
    ตลาดหุ้นทั่วโลกมีการพักฐานในสัปดาห์สุดท้ายของเดือน ก.พ. ตามที่เราคาดการณ์ โดยเกิดแรงขายในหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีเป็นหลักเนื่องจากอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลระยะยาวปรับตัวขึ้นอย่างรวดเร็ว ตอบสนองต่อการคาดการณ์เรื่องการออกมาตรการกระตุ้นทางการคลังต่อเนื่อง และการที่ Fed อาจลดการปล่อยสภาพคล่องลง อย่างไรก็ตาม เราคาดว่าตลาดจะมีการฟื้นตัวในช่วงต้นเดือน มี.ค. นี้ เนื่องจากนักลงทุนได้ปรับ Position ช่วงสิ้นเดือนไปแล้วและนาย Powell ยังยืนยันว่าอัตราดอกเบี้ยนโยบายจะอยู่ในระดับต่ำไปอีกนาน นอกจากนี้ ในช่วงสุดสัปดาห์มาตรการกระตุ้น 1.9 ล้านล้านดอลลาร์ได้ผ่านสภาล่างไปแล้ว และน่าจะผ่านในสภาสูงได้ไม่ยากจากข้อกำหนด Budget Reconciliation ทำให้ความไม่แน่นอนเรื่องการออกมาตรการจางหายไป นักลงทุนจึงกลับมาลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยงอีกครั้งหนึ่ง
  • 01 มี.ค. 64
    -
    01 มี.ค. 64
    TMB Market Alert!! (1 มี.ค. 64) ทุกอย่างเป็นไปตามคาดการณ์ มาตรการกระตุ้นเข้าใกล้ความเป็นจริง ผ่านพ้นไปกับเดือน ก.พ. ที่ในครึ่งหลังของเดือนนั้นตลาดหุ้นทั่วโลกโดยฉพาะกลุ่มเทคโนโลยีปรับตัวลงจากการขายทำกำไรหลังจากที่ผลประกอบการของบริษัทที่สำคัญประกาศออกมาครบ และนักลงทุนบางส่วนมีการคาดการณ์ว่า Fed จะถอนสภาพคล่องจากการทำ QE จากการที่รัฐบาลนายไบเดนอาจมีการออกมาตรการกระตุ้นทางการคลังออกมาต่อเนื่องได้ ทำให้เกิดแรงขาย US Treasury จนกระทั่งอัตราผลตอบแทนระยะยาวปรับขึ้นไปใกล้ระดับ pre Covid จึงเกิดแรงกดดันต่อหุ้นกลุ่ม Growth และมีการขายทำกำไรออกมาในช่วงครึ่งหลังของเดือน ก.พ. ตามที่เราคาดการณ์
  • 23 ก.พ. 64
    -
    01 มี.ค. 64
    ตลาดหุ้นส่วนใหญ่พักฐานตามที่เราคาดการณ์ โดยนักลงทุนเริ่มทยอยขายทำกำไรจากตลาดหุ้นออกไปบ้างสืบเนื่องจากบริษัทที่สำคัญในสหรัฐฯ ได้ประกาศผลประกอบการออกไปมากแล้ว ประกอบกับการบังคับใช้มาตรการกระตุ้นทางการคลังยังไม่มีความคืบหน้าเพิ่มเติม ทั้งนี้ อัตราผลตอบแทนระยะ 10 ปี ของพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ ได้ปรับตัวขึ้นไปอย่างรวดเร็วจนทะลุระดับ 1.30% จากที่นางเยลเลนได้ออกมากล่าวว่าเศรษฐกิจสหรัฐฯ ยังต้องการมาตรการกระตุ้นเพิ่มเติมนอกเหนือจาก 1.9 ล้านล้านดอลลาร์ ทำให้เกิดแรงขายทำกำไรในตลาดหุ้นออกมาโดยเฉพาะหุ้นกลุ่ม Growth และกลับเข้ามาลงทุนในหุ้นกลุ่ม Cyclical อีกครั้งหนึ่ง อย่างไรก็ตาม เรามองว่าการพักฐานครั้งนี้จะเป็นเพียงช่วงสั้นๆ เนื่องจากทางการสหรัฐฯ เตรียมพร้อมที่จะส่งออกมาตรการกระตุ้นทางการคลังเพื่อฟื้นฟูเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่อง และ Fed ยังคงตรึงอัตราดอกเบี้ยระยะสั้นที่ระดับเดิมต่อไป เราจึงคงคำแนะนำ “หุ้นย่อตัวให้ซื้อ” เพื่อทยอยสะสมเพิ่มเติม
  • 16 ก.พ. 64
    -
    22 ก.พ. 64
    ตลาดหุ้นทั่วโลกยังคึกคักต่อเนื่องโดยสาเหตุหลักมาจากการคาดการณ์ว่ามาตรการกระตุ้นทางการคลังของนายไบเดนจะได้รับการอนุมัติและนำมาใช้จริงภายในเดือนนี้ตามที่นายไบเดนกล่าว นอกจากนี้ พรรคเดโมแครตยังได้เสนอให้มีการจ่ายเช็คช่วยเหลือจำนวน 1,400 ดอลลาร์ ให้กับประชาชนก่อนแล้วค่อยพิจารณามาตรการช่วยเหลืออื่นๆ ในภายหลัง ทำให้อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลระยะ 10 ปีปรับขึ้นอย่ารวดเร็วจนทะลุระดับ 1.20% ทำให้นักลงทุนกังวลว่าจะกระทบกับ Valuation ของตลาดหุ้น แต่ทั้งนี้ การคาดการณ์อัตราเงินเฟ้อในอนาคตยังคงปรับตัวขึ้น สะท้อนถึงภาวะเศรษฐกิจที่เติบโตขึ้นตามการออกมาตรการกระตุ้นและทำให้ตลาดหุ้นยังคงปรับตัวขึ้นต่อนั่นเอง อย่างไรก็ตาม เรามองว่าตลาดหุ้นได้รับรู้ปัจจัยบวกจากการออกมาตรการทางการคลังไปมากพอสมควรแล้ว ในระยะสั้นอาจมีการย่อตัวลงมาได้ จึงแนะนำให้ทุกท่าน “พักรบสักหน่อย” รอตลาดหุ้นย่อตัว “แล้วค่อยใส่เต็มเหนี่ยว” เพื่อรอรับผลตอบแทนในระยะยาว