TMB
  • 15 มิ.ย. 64
    -
    21 มิ.ย. 64
    Highlight ในสัปดาห์นี้คงหนีไม่พ้นการประชุม FOMC วันที่ 15-16 มิ.ย. ซึ่งจะเป็นการประชุมนัดสำคัญที่จะกำหนดทิศทางของตลาดหุ้นทั่วโลกต่อไป โดยบรรดานักเศรษฐศาสตร์และนักวิเคราะห์ส่วนใหญ่คาดว่า Fed จะคงการผ่อนคลายนโยบายการเงินไว้เช่นเดิม จากการเพิ่มขึ้นของอัตราเงินเฟ้อที่น่าจะเป็นเพียงชั่วคราวเท่านั้น และเป็นไปในทิศทางเดียวกับ ECB ที่ไม่พูดถึงการลดขนาดการเข้าซื้อสินทรัพย์ซึ่งผิดจากที่นักลงทุนบางส่วนคาด ทางเราเองก็คาดว่า Fed จะยังไม่รีบร้อนลดขนาด QE หรือเร่งขึ้นอัตราดอกเบี้ยทั้งจากเงินเฟ้อที่อาจเพิ่มขึ้นชั่วคราว และตัวเลขการจ้างงานยังต่ำกว่าระดับก่อนวิกฤติโควิดอีกเกือบ 8 ล้านตำแหน่ง ดังนั้น เกมการขึ้นดอกเบี้ยนี้จึงอาจ “พลิกโผ” จริง ดอกเบี้ยไม่ขึ้น สภาพคล่องยังมี และดีกับตลาดหุ้นต่อไป
  • 08 มิ.ย. 64
    -
    14 มิ.ย. 64
    ตลาดหุ้นเคลื่อนไหวผันผวนในสัปดาห์ที่ผ่านมาแม้ว่าตัวเลขเศรษฐกิจของประเทศที่สำคัญจะประกาศออกมาดีก็ตาม โดยตัวเลข PMI ล่าสุดทั้งภาคการผลิตและภาคบริการของสหรัฐฯ และยุโรป รวมถึงจีน ยังอยู่ในระดับสูงกว่า 50 จุด ซึ่งแสดงให้เห็นว่าเศรษฐกิจของประเทศที่สำคัญยังคงขยายตัวต่อเนื่อง นอกจากนี้ ตัวเลขภาคการจ้างงานของสหรัฐฯ ยังประกาศออกมาแข็งแกร่งทุกตัวจึงทำให้นักลงทุนเพิ่มการคาดการณ์ว่า Fed จะกลับมาขึ้นอัตราดอกเบี้ยเร็วกว่าที่คาดการณ์และส่งผลให้ตลาดหุ้นทั่วโลกปรับตัวลง อย่างไรก็ตาม หลังจากที่ตัวเลขเศรษฐกิจ Highlight อย่าง Nonfarm Payrolls ประกาศออกมาเพิ่มขึ้นจากเดือนก่อนหน้าแต่น้อยกว่าที่ตลาดคาดการณ์ ทำให้ตลาดตีความว่าตัวเลขดังกล่าวก่อให้เกิดภาวะ “Goldilocks” หรือก็คือเศรษฐกิจยังขยายตัว แต่ไม่เพียงพอที่จะทำให้ Fed กลับมาลดการผ่อนคลายนโยบายการเงิน ตลาดหุ้นจึงกลับมาปรับขึ้นอีกครั้งทั้งกลุ่ม Growth และ Value เช่นเดิม ทั้งนี้ นักลงทุนต้องจับตาดูการประกาศตัวเลขเงินเฟ้อของสหรัฐฯ สำหรับเดือน พ.ค. นี้ว่าจะปรับเพิ่มขึ้นอีกหรือไม่ ซึ่งตัวเลขที่ออกมานั้นจะเป็นตัวกำหนดทิศทางของ Fed และชะตากรรมของตลาดหุ้นต่อไป
  • 01 มิ.ย. 64
    -
    07 มิ.ย. 64
    Sell In May ในปีนี้ได้ผ่านพ้นไปแล้วซึ่งไม่ได้รุนแรงอะไรมากนัก โดยแรงขายที่เกิดขึ้นนั้นเป็นเพียงแค่ช่วงต้นเดือน พ.ค. เท่านั้นจากความกังวลเรื่องอัตราเงินเฟ้อโดยเฉพาะในสหรัฐฯ อย่างไรก็ตาม ข้อความจาก Fed ยังคงยืนยันว่าอัตราเงินเฟ้อที่เร่งตัวขึ้นนั้นเป็นเพียงแค่ชั่วคราว ทำให้นักลงทุนเริ่มกลับมา Buy On Dip ทั้งในตลาดหุ้น DM และ EM อีกครั้ง นอกจากนี้ ตัวเลขดัชนีภาคการผลิตทั่วโลกยังคงอยู่ในระดับขยายตัวและสถานการณ์การแพร่ระบาดของไวรัสในประเทศที่สำคัญเริ่มเบาบางลงอย่างเห็นได้ชัด ดังนั้นตลาดหุ้นจะปรับตัวลงได้อย่างไร จึงแนะนำให้ “ทยอยลงทุน” ในตลาดหุ้นต่อเนื่องเพื่อรองรับการฟื้นตัวของเศรษฐกิจต่อไป โดยสัปดาห์นี้ Highlight จะอยู่ที่การประกาศตัวเลข Nonfarm Payrolls ของสหรัฐฯ ในวันศุกร์ หากปรับตัวดีขึ้นตามที่นักเศรษฐศาสตร์คาดจะช่วยเสริมบรรยากาศการลงทุนให้ดีขึ้น
  • 25 พ.ค. 64
    -
    31 พ.ค. 64
    ตลาดหุ้นผันผวนเล็กน้อยโดยเฉพาะหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีจากความผันผวนของราคา Bitcoin เป็นหลักตามท่าทีของทางการสหรัฐฯ และจีน ที่ไม่เป็นมิตรกับสินทรัพย์ดังกล่าวมากนัก อย่างไรก็ตาม เรามองว่าหุ้นทั้งกลุ่ม Cyclical และ Growth ยังมีแนวโน้มที่จะไปต่อจากการคาดการณ์เงินเฟ้อในอนาคตที่ลดลงเนื่องจาก FOMC Minutes ยังระบุว่าเงินเฟ้ออาจเพิ่มขึ้นเพียงแค่ชั่วคราว ประกอบกับมาตรการกระตุ้นด้านโครงสร้างพื้นฐานอาจมีการลดขนาดลงเพื่อให้ผ่านสภาคองเกรสได้ง่ายขึ้น ซึ่งจะส่งผลให้ Bond Yield ไม่ปรับขึ้นแรงและดีต่อหุ้นกลุ่ม Growth ส่วนหุ้นกลุ่ม Cyclical ยังได้ประโยชน์จากจำนวนผู้ติดเชื้อในสหรัฐฯ ที่ลดลงมาก ดังนั้น เราจะถือครองเงินสดไว้ทำไม เริ่มทยอยลงทุนตามกองทุนที่เราแนะนำกันดีกว่า
  • 18 พ.ค. 64
    -
    24 พ.ค. 64
    ต้นเดือนแห่งความผันผวนได้ผ่านพ้นไป ตลาดหุ้นแทบทั่วโลกปรับตัวลงจากความกังวลเรื่องอัตราเงินที่เร่งตัวขึ้นจนอาจทำให้ธนาคารกลางอย่าง Fed ต้องกลับมาขึ้นอัตราดอกเบี้ยเร็วกว่าที่คาดการณ์ แต่ทั้งนี้ FOMC Members ยังคงออกมากล่าวยืนยันท่าทีที่ผ่อนคลายต่อไป ประกอบกับการฟื้นตัวของเศรษฐกิจสหรัฐฯ ยังผันผวนโดยตัวเลขภาคการบริโภคอย่างรายงานยอดค้าปลีกกลับมาปรับตัวลงมากกว่าเดือนก่อนหน้าและมากกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์อีกด้วย ทำให้การคาดการณ์ว่า Fed จะรีบขึ้นอัตราดอกเบี้ยนั้นลดลงและนักลงทุนหันกลับมาช้อนซื้อหุ้นอีกครั้ง ซึ่งกระแสการกลับมาซื้อหุ้นนั้นเราคาดว่าจะคงอยู่ในสัปดาห์นี้ โดยนักลงทุนจับตามอง Fed Minutes และการรายงานตัวเลขดัชนีผู้จัดการภาคการผลิตของประเทศหลักอย่างยุโรป ญี่ปุ่น และสหรัฐฯ
  • 07 เม.ย. 64
    -
    12 เม.ย. 64
    ผ่านไปกับอีกหนึ่งสัปดาห์ที่รุมเร้าไปด้วยปัจจัยที่สำคัญหลายประการซึ่งโดยรวมแล้วเป็นผลดีต่อตลาด ทำให้ตลาดหุ้นเริ่มฟื้นตัวจากความผันผวนในช่วง 3 สัปดาห์ที่ผ่านมา โดยเฉพาะหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีที่คืนชีพจากกระแส Growth to Value อย่างรุนแรง ทั้งนี้ ปัจจัยสำคัญที่ทำให้หุ้นกลุ่มเทคโนโลยีกลับมานั้นมาจากการที่อัตราผลตอบแทนพันธบัตรระยะยาวเริ่มหยุดนิ่งตอบสนองต่อการออกมาตรการกระตุ้นโครงสร้างพื้นฐานที่ไม่ได้กล่าวถึงการออกพันธบัตรเพิ่มเติม และผลการประชุม OPEC+ ที่ทยอยเพิ่มกำลังการผลิตแทนที่จะคงการลดกำลังการผลิต รวมทั้งสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิดทั่วโลกที่กลับมารุนแรงอีกครั้งจากมีอยู่ของวัคซีนทำให้ประชาชนการ์ดตกขณะที่ประสิทธิผลของวัคซีนยังมีข้อสงสัยอยู่มาก สัปดาห์นี้ เราคาดว่าตลาดหุ้นทั่วโลกจะมีโมเมนตัมของการปรับขึ้นต่อจากภาวะเศรษฐกิจโลกที่ฟื้นตัวขึ้นต่อเนื่อง โดยเฉพาะในฝั่งสหรัฐฯ ที่ตัวเลข Nonfarm Payrolls ประกาศออกมาแข็งแกร่งที่สุดในรอบ 7 เดือน นอกจากนี้ ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ยังเข้าสู่ Earning Season แล้วอีกด้วย ดังนั้น เราจึงแนะนำให้ทยอยลงทุนในกองทุนหุ้นต่อไปเพื่อรองรับการเริงร่าของตลาดหุ้นในเดือนเมษายนนี้
  • 30 มี.ค. 64
    -
    05 เม.ย. 64
    ตลาดหุ้นเริ่มทรงตัวในสัปดาห์สุดท้ายของดือน มี.ค. ที่ผ่านมา ท่ามกลางเหตุการณ์สำคัญที่หลากหลาย ขณะที่อัตราผลตอบแทนพันธบัตรระยะยาวเริ่มมีแนวโน้มปรับตัวลงจากการแพร่ระบาดของ Covid ที่เริ่มกลับมาอีกครั้งโดยเฉพาะในยุโรปที่บางประเทศอย่างฝรั่งเศสต้องขยายระยะเวลาล็อคดาวน์ออกไป ส่วนในสหรัฐฯ การแพร่ระบาดเริ่มกลับมาเป็นประเด็นแม้ว่าทางการจะเร่งการฉีดวัคซีนให้กับประชาชน ส่วนหนึ่งเนื่องจากประชาชนเดินทางไปท่องเที่ยวในช่วงฤดูใบไม้ผลิ ประกอบกับหลายๆ รัฐเริ่มผ่อนคลายมาตรการควบคุม แต่ทั้งนี้ การปรับตัวลงของอัตราผลตอบแทนไม่ได้เป็นไปอย่างรวดเร็ว เนื่องจากนาย Powell ยังคงกล่าวว่าเศรษฐกิจสหรัฐฯ ฟื้นตัวอย่างแข็งแกร่งมากในงานแถลงต่อสภา (Fed Testimony) ที่ผ่านมา นอกจากนี้ นาย Powell ยังให้สัมภาษณ์ต่อสื่อว่าวันนึง Fed คงต้องลดปริมาณการทำ QE ทำให้เกิดแรงขายทำกำไรในตลาดหุ้นออกมาบ้าง อย่างไรก็ตาม เราคาดว่าแรงขายทำกำไรจะเบาบางลงหลังเริ่มต้นเดือน เม.ย. ซึ่งเป็นเดือนที่เข้าสู่ช่วง Earning Season อย่างจริงจังอีกครั้งหนึ่ง จึงเป็นโอกาสอันดีในการทยอยสะสมหุ้นที่มีการเติบโตสูงเพื่อต้อนรับไตรมาส 2/64 นี้
  • 23 มี.ค. 64
    -
    29 มี.ค. 64
    ผ่านพ้นไปกับการประชุม Fed รอบสำคัญที่ผ่านมา โดย Fed ยังคงขาดของ QE ไว้แช่นเดิมและยังย้ำว่าอัตราดอกเบี้ยนโยบายจะอยู่ในระดับต่ำไปอีกอย่างน้อย 3 ปี นอกจากนี้ ค่ากลางของ Dot Plot ยังอยู่ที่เดิมซึ่งต่างจากการคาดการณ์ของนักลงทุนบางรายที่คาดว่าค่ากลางดังกล่าวจะปรับขึ้นในปี 2023 ทำให้หุ้นกลุ่มเทคโนโลยีปรับขึ้นภายหลังการประชุม อย่างไรก็ตาม ความผันผวนในตลาดพันธบัตรยังคงมีอยู่ โดย UST10Y Yield ได้ปรับเพิ่มขึ้นในวันถัดมาไปอยู่ที่ระดับ 1.74% ซึ่งเป็นระดับสูงสุดในปี 2021 ส่วนหนึ่งเนื่องจากนักลงทุนคาดการณ์ถึงการยกเลิกมาตรการลดการดำรงเงินกองทุนของการถือพันธบัตรรัฐบาลสำหรับธนาคารทำให้มีความกังวลว่า Yield จะปรับขึ้นเร็วจากการเร่งขายพันธบัตร อย่างไรก็ตาม UST10Y Yield ไม่สามารถปรับขึ้นไปได้มากนักเนื่องจากการระบาดของโควิดทั้งในสหรัฐฯ และยุโรปกลับมาอีกครั้งหนึ่ง ซึ่งจะส่งผลดีต่อหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีและกลุ่ม Work From Home อีกครั้ง จึงเป็นที่มาของ Theme “Growth is Coming, Yield is not Running”
  • 16 มี.ค. 64
    -
    22 มี.ค. 64
    กระแส Growth to Value เริ่มกลับมาเจิดจรัสอีกครั้งหนึ่งหลังจากที่อัตราผลตอบแทนระยะ 10 ปีของพันธบัตรรัฐบาลทั่วโลกเริ่มทรงตัว โดยเฉพาะ UST10Y Yield ที่ยังคงทรงตัวที่ระดับ 1.60% ประกอบกับท่าทีของธนาคารกลางที่สำคัญอย่าง ECB ที่ต้องการชะลอการปรับขึ้นของอัตราผลตอบแทนระยะยาวเพื่อไม่ไห้กระทบกับการกู้ยืมในระบบด้วยการประกาศเพิ่มปริมาณการเข้าซื้อพันธบัตรภายใต้โปรแกรม PEPP อย่างมีนัยสำคัญโดยจะเริ่มต้นในไตรมาสหน้า ทำให้นักลงทุนคลายความกังวลเรื่องการปรับขึ้นของอัตราผลตอบแทนได้บ้างและเริ่มการ Buy on Dips หุ้นกลุ่ม Growth อย่างกลุ่มเทคโนโลยีอีกครั้งหนึ่งซึ่งราคาได้ปรับตัวลงไปจนถึงระดับ Oversold ประกอบกับช่วง Earning Season เริ่มใกล้เข้ามาแล้ว ดังนั้น เราจึงแนะนำให้ “เตรียมเข้าหุ้น Growth” โดยเฉพาะหลังการประชุม Fed กลางสัปดาห์นี้เพื่อรองรับ “โหมด Earning Season” ที่ใกล้จะมาถึงนั่นเอง
  • 09 มี.ค. 64
    -
    15 มี.ค. 64
    ความโกลาหลในตลาดหุ้นยังไม่สิ้นสุด นักลงทุนเร่งขายหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีตามการปรับขึ้นของอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลระยะ 10 ปี ที่มีแนวโน้มปรับขึ้นทั่วโลกจากการที่ภาวะเศรษฐกิจโลกกลับมาฟื้นตัวอย่างเด่นชัดในปีนี้ตอบสนองต่อการออกมาตรการทางการคลังขนาดใหญ่ของสหรัฐฯ ประกอบกับ Fed ยังไม่มีท่าทีที่จะเข้ามาควบคุมการปรับขึ้นของอัตราผลตอบแทนดังกล่าว โดยนาย Powell มองว่าการปรับขึ้นของอัตราผลตอบแทนเป็นไปตามการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ และอาจทำให้อัตราเงินเฟ้อปรับเพิ่มขึ้นชั่วขณะได้ อย่างไรก็ตาม ธนาคารกลางที่สำคัญอื่นๆ อย่าง BOJ เริ่มตระหนักถึงการปรับขึ้นของอัตราผลตอบแทนระยะยาวโดยนาย Kuroda กล่าวในที่ประชุมสภาว่าเขาไม่ต้องการให้ขยายกรอบการเคลื่อนไหวของอัตราผลตอบแทนระยะยาว ซึ่ง BOJ ยังต้องการให้อยู่ในระดับต่ำต่อไป ทำให้ตลาดหุ้นเริ่มมีความหวังอีกครั้ง ซึ่งต้องจับตามมองว่าธนาคารกลางอื่นๆ อย่าง ECB และ Fed จะมีท่าทีเหมือน BOJ หรือไม่ ซึ่งการรวมพลังของธนาคารกลางที่สำคัญอาจช่วยหยุดการปรับขึ้นของอัตราผลตอบแทนในครั้งนี้ได้ เปรียบเสมือน “ท่าไม้ตายสุดท้ายของตลาด” ที่อาจจะมาในไม่ช้านี้
สนใจรับข้อมูลการลงทุน

สนใจรับข้อมูลการลงทุนเพิ่มเติมจากผู้เชี่ยวชาญ