TMB

ไม่ว่าใครก็อยากทำให้ทรัพย์สินที่มีอยู่นั้นออกงอกเงย และวิธีการที่จะทำให้ ทรัพย์สินที่เรามีอยู่นั้นผลิดอกออกผลขึ้นมาได้ ก็คือการนำทรัพย์สินเหล่านั้นไปลงทุนนั่นเอง หลายๆคนอยากลงทุนเพื่อต่อยอดทรัพย์สินที่มีอยู่ แต่ติดอยู่ที่ว่าไม่มีเวลา ไม่มีความรู้ คิดว่าเรื่องลงทุนซับซ้อน เข้าใจยาก หรือไม่มีประสบการณ์ในการลงทุนมาก่อน

นั่นจะไม่ใช่ปัญหาอีกต่อไป เพราะ ‘กองทุนรวม’ จะเป็นคำตอบให้กับการลงทุน ของคุณ เรามารู้จัก ‘กองทุนรวม’ ให้มากขึ้นกันดีกว่า

กองทุนรวมคืออะไร?

‘กองทุนรวม’ คือการที่เรานำเงินลงทุนของเราไปให้มืออาชีพด้านการลงทุนช่วยบริหาร ดูแลและต่อยอดเงินที่เรามีอยู่นั้นให้มีโอกาสงอกเงยขึ้นมานั่นเอง ส่วนตัวเราก็รอรับผลตอบแทนสบายๆ ไป

กองทุนรวมทำงานอย่างไร?

กองทุนรวมจะระดมเงินลงทุนจากนักลงทุนรายย่อยอย่างพวกเรา รวมกันให้กลายเป็น เงินลงทุนก้อนใหญ่ จากนั้นผู้เชี่ยวชาญมืออาชีพ(ผู้จัดการกองทุน) ก็จะนำเงินลงทุนเหล่านั้น ไปลงทุนเพื่อให้ได้ผลกำไรงอกเงยคืนกลับมายังผู้ลงทุนต่อไป โดยเงินลงทุนก็จะถูกนำไปลงทุนในหลักทรัพย์หรือสินทรัพย์ประเภทต่างๆตามนโยบาย การลงทุนที่ได้ระบุไว้ในหนังสือชี้ชวนเสนอขายแก่นักลงทุน ไว้ก่อนหน้า


กองทุนรวมมีกี่ประเภท?

  • กองทุนรวมตราสารหนี้ตลาดเงิน

    หรือ Money Market ซึ่งจะเน้นลงทุนในตราสารหนี้ภาครัฐประเภทที่มีอายุไม่เกิน 1 ปี เช่น พันธบัตรรัฐบาลกองทุนประเภทนี้มีความเสี่ยงในระดับต่ำที่สุด เพราะมีลูกหนี้คือรัฐบาลนั่นเอง

  • กองทุนรวมตราสารหนี้

    ซึ่งมีความเสี่ยงสูงกว่ากองทุนรวม Money Market อยู่บ้าง เพราะนำเงินไปลงทุนในตราสารหนี้เอกชน ผสมกับตราสารหนี้ภาครัฐ และมักจะลงทุนในตราสารหนี้ที่มีอายุยาวกว่าหนึ่งปี ความเสี่ยงของกองทุนประเภทนี้อยู่ในระดับต่ำ แต่ก็ยังมากกว่ากองทุนรวม Money Market

  • กองทุนรวมแบบผสม

    ที่รวมสินทรัพย์หลายประเภทข้างต้นเข้าด้วยกัน ทั้งตราสารหนี้ระยะสั้น ตราสารหนี้ระยะยาว และหุ้นโดยคาดหวังผลตอบแทนที่สูงกว่าการลงทุน ในตราสารหนี้ล้วนๆแต่ก็ไม่เสี่ยงสูงเหมือนกับการลงทุนในหุ้นแบบเต็มตัว ความเสี่ยงอยู่ในระดับค่อนไปทางกลางๆ

  • กองทุนรวมตราสารทุน

    เน้นลงทุนในตราสารทุนหรือที่เรียกสั้น ๆ ว่าหุ้น กองทุนประเภทนี้มีโอกาสได้รับผลตอบแทนสูงถึงสูงมาก แต่ก็มีโอกาสขาดทุนได้มากที่สุดเหมือนกัน ความเสี่ยงอยู่ในระดับปานกลาง

  • กองทุนหุ้นที่เน้นลงทุนในกลุ่มอุตสาหกรรม

    กองทุนหุ้นที่เน้นลงทุนในกลุ่มอุตสาหกรรม หรือ Sector Fund เน้นลงทุนไปที่ตลาดหุ้นกลุ่มอุตสาหกรรม หุ้นกลุ่มนี้มักจะมีผลตอบแทนสูงกว่าตลาดโดยรวมมาก ระดับความเสี่ยงก็เริ่มจะค่อนไปทางสูง เนื่องจากลงทุนกระจุกตัวเฉพาะหุ้นในอุตสาหกรรมเดียว

  • กองทุนที่ลงทุนในกองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์

    หรือกองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐานอีกต่อหนึ่ง เช่น ห้างสรรพสินค้า โรงงานอุตสาหกรรม สนามบิน ระบบโทรคมนาคมหรือเรียกว่าเป็นกองทุน ของกองทุน (Fund of Funds) กองทุนประเภทนี้มีความเสี่ยงอยู่ในระดับสูง

  • กองทุนที่ลงทุนในสินค้าโภคภัณฑ์

    เช่น ทองคำ หรือ น้ำมันดิบ ซึ่งราคาจะเปลี่ยนแปลงไปตามตลาดโลกที่มีปัจจัยแวดล้อมมากมาย ยากที่จะคาดการณ์ได้อย่างแม่นยำกองทุนประเภทนี้จึงถูกจัดว่ามีความเสี่ยงสูงที่สุด แต่ก็เปิดโอกาสในการได้รับผลตอบแทนที่สูงมากเช่นกัน

ความเสี่ยงของกองทุนมีกี่ระดับ?

อย่างที่บอกไปในคำถามก่อนหน้าว่ากองทุนมีกี่ประเภทและแต่ละประเภทมี ความเสี่ยงมากน้อยแค่ไหน เพื่อให้เห็นภาพชัดขึ้น เรามาดูเป็น ภาพเปรียบเทียบดีกว่า ภาพข้างล่างจะเปรียบเทียบให้เห็นระดับความเสี่ยง ของกองทุนแต่ละประเภท ตั้งแต่ระดับต่ำสุดคือระดับ1 จนถึงระดับสูงสุด คือระดับ 8

ที่มา: www.treasurist.com:7777/article/2017/01/29/art007_fundtype01/


การลงทุนในกองทุนรวมเหมาะสำหรับ

ผู้ที่ต้องการลดความเสี่ยงในการลงทุน โดยการแบ่งเงินบางส่วนมาลงทุนในสินทรัพย์หลายๆประเภทโดยไม่ต้องใช้เงินเยอะ

ผู้ที่ไม่มีประสบการณ์ ความรู้ ความชำนาญด้านการลงทุน เนื่องจากมีผู้เชี่ยวชาญด้านการลงทุนช่วยลงทุนให้

ผลตอบแทนจากกองทุนรวมมีอะไรบ้าง?

เมื่อการลงทุนของกองทุนรวมมีกำไร ผู้ลงทุนก็จะได้รับ

  1. ส่วนแบ่งกำไรในรูปแบบของ เงินปันผล หากกองทุนนั้นมีนโยบายจ่ายเงินปันผล
  2. กำไรส่วนเกินมูลค่าหน่วยลงทุน ซึ่งจะได้รับเมื่อ เราขายคืนหน่วยลงทุนให้กับบริษัทจัดการการลงทุนที่ซื้อมาในตอนแรก เช่น ถ้าหากเราลงทุน 10,000 บาท เพื่อซื้อกองทุนรวมที่มีมูลค่า 5.00 บาท/หน่วยลงทุน เราจะได้หน่วยลงทุนทั้งหมด 2,000 หน่วย เวลาผ่านไป มูลค่าของกองทุนนั้นขยับขึ้นไปที่ 7.00บาท /หน่วยลงทุน หากเราขายหน่วยลงทุนทั้งหมดคืน เราจะได้กำไร 2.00บาท/ หน่วยลงทุน กำไรทั้งหมดที่เราจะได้ก็คือ 2x2,000 = 4,000 บาท จากเงินต้น 10,000 บาท เป็นต้น

ข้อดีของการลงทุนในกองทุนรวมมีอะไรบ้าง?

  1. มีมืออาชีพ (ผู้จัดการกองทุน) มาบริหารเงินลงทุนให้
  2. มีนโยบายการลงทุนหลากหลายให้เลือกลงทุน ให้เหมาะสมกับความเสี่ยงที่รับได้
  3. มีการกระจายความเสี่ยงที่ดีจากการกระจายการลงทุนในสินทรัพยที่หลากหลายของกองทุน
  4. มีกลไกปกป้องผู้ลงทุนตามกฎระเบียบของสำนักงานสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.)
  5. กองทุนรวมมีอำนาจต่อรองมากกว่าเนื่องจากเป็นนักลงทุนสถาบัน
  6. ได้สิทธิประโยชน์ทางภาษี (กำไรส่วนต่างของราคาไม่ต้องเสียภาษีและการลดหย่อนภาษีจากการลงทุนใน LTF/RMF)

ต้องมีเงินเท่าไหร่ถึงจะลงทุนในกองทุนรวมได้?

เริ่มต้นแค่หลักพันบาทก็สามารถลงทุนในกองทุนรวมได้แล้ว